ผู้เขียน หัวข้อ: โรงงานรับผลิตลูกกลิ้ง เฟืองเฟืองงามมิ่ง และยอย สปริง มู่เล่ย์ เพลา พร้อมส่ง  (อ่าน 4 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

พฤศจิกายน 10, 2018, 02:04:23 AM
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 66253
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

เรารับผลิต เฟืองดอกจอก ขายเฟือง เฟืองสะพาน ยอย หลากหลายชนิด สปริง เหล็ก คอปปิ้ง คอปปิ้ง มู่เล่ย์ เกลียว กลึง พวงมาลัย  ราคาถูก
หน้าที่แล้วก็องค์ประกอบสายพานลำเลียง (Fuction and Componnents of Belt Conveyor)
สายพานลำเลียงก็เหมือนเครื่องจักรอื่นๆโดยธรรมดา คือมีองค์ประกอบหลักและวัสดุอุปกรณ์ประกอบฯลฯในแต่ละชิ้นส่วน แต่ละวัสดุอุปกรณ์ยังมีมากมายแบบ การออกแบบสายพานลำเลียงยัังไม่มีมาตราฐานสากลเข้ามาควบคุมประกอบกับ การออกแบบจะออกแบบให้สมควรเฉพาะงาน โดยเหตุนี้วิศวกรผู้ออกแบบจะใช้ศาสตร์และศิลป์ของตน ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าแบบ การเลือกใช้องค์ประกอบ จำนวนเครื่องไม้เครื่องมือที่จัดตั้งตำแหน่งที่จัดตั้งเครื่องไม้เครื่องมือ มีหลากหลายรูปแบบด้วยเหมือนกัน องค์ประกอบหลักๆที่สำคัญต่อการออกแบบสายพานลำเลียงพอเพียงแบ่งประเภทได้ดังนี้
Conveyor belt (สายพานลำเลียง) เป็นส่วนที่ทำหน้าที่รองรับสิ่งของขนถ่ายรวมทั้งส่งกำลัง
Head terminal (ส่วนปลายด้านหัว) เป็นส่วนที่ปลายสุดท้ายที่ปฏิบัติภารกิจจ่ายวัสดุออกจากสายพาน
Foot terminal or Tail terminal (ส่วนปลายด้านหลัง) เป็นส่วนที่รับสิ่งของเข้าสายพาน
Thoughed belt idler or Carring idler (ชุดลูกกลิ้งสายพานรูปแอ่ง หรือ ลูกกลิ้งรองรับสายพานด้านบรรทุกอุปกรณ์) เป็นชุดลูกกลิ้งซึ่งปฏิบัติหน้าที่รองรับสายพานด้านพาวัสดุไปในหนึ่งชุดประกอบด้วยลูกกลิ้งหนึ่งลูกหรือมากยิ่งกว่า
Return Idlers (ชุดลูกกลิ้งพากลับ) เป็นชุดลูกกลิ้งที่ปฏิบัติหน้าที่รองรับสายพานด้านไม่บรรทุกอุปกรณ์ (สายพานเปล่า) ในหนึ่งชุดประกอบด้วยลูกกลิ้งหนึ่งลูกหรือมากกว่า
Drive (ชุดขับ) เป็นชุดวัสดุอุปกรณ์ซึ่งทำหน้าที่ขับสายพานให้เคลื่อน ประกอบด้วยชุดต้นกำลัง,เครื่องใช้ไม้สอยส่งต่อกำลัง แล้วก็ล้อขับสายพาน ซึ่งชุดต้นกำลังยกตัวอย่างเช่น มอเตอร์กระแสไฟฟ้าหรือเครื่องจักรกล,เครื่องมือส่งต่อกำลัง อาทิเช่น วัสดุอุปกรณ์ปฏิบัติภารกิจรับ รวมทั้งส่งกำลังระหว่างชุดต้นกำลังเดินทางไปยังล้อขับสายพาน เพื่อขับสายพานในความเร็วที่ต้องการ
Take-up Device (อุปกรณ์ปรับความตึง) เป็นเครื่องไม้เครื่องมือสำหรับปรับให้สายพานมีความตึงแล้วก็ยังปฏิบัติภารกิจเก็บ สายพานส่วนเกิน
Snub Pulley (ล้อกดสายพาน) เป็นล้อสายพานที่ปฏิบัติหน้าที่กดสายพาน เพื่อเพิ่มโค้งสัมผัสให้กับสายพานบนล้อขับสายพาน (Drive Pulley)
Bend Pulley (ล้อดัด) เป็นล้อสายพานที่ทำหน้าที่เปลี่ยนทิศทางของสายพาน
Head Pulley (ล้อหัว) เป็นล้อสายพานที่ติดตั้งอยู่ที่ปลายด้านหัวของสายพานของชุดลำเลียง บางเวลาทำหน้าที่กระเป๋านล้อ ขับสายพาน
Tail Pulley (ล้อท้าย) เป็นล้อสายพานที่จัดตั้งอยู่ที่ตำแหน่งปลายสุดด้านหลังของสายพาน บางคราวทำหน้าที่เป็นล้อปรับ ความตึงสายพาน
Take-up Pulley (ล้อปรับความตึง) หมายถึง พูลเล่ย์ที่เดินทางเปลี่ยนแปลงตำแหน่งได้ใช้ประโยชน์เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของวัสดุปรับ ความตึงสายพาน
Anti Run Back or Back Stop (อุปกรณ์ต้านทานการเขยื้อนกลับ) เป็นอุปกรณ์อัตโนมัติสำหรับคุ้มครองสายพานเคลื่อนกลับแนวทาง ในเวลาที่สายพานขนสิ่งของเขยื้อนสูงชันแล้วชุดต้นกำลังหยุดการทำงาน
Retarder (รีทราดเดอร์) เป็นอุปกรณ์ สำหรับคุ้มครองความเร็วสายพานสูงเกิน ใช้ในกรณีจัดตั้งชุดสายพานเอียงลดน้อยลง
Brake (เบรค) เป็นเครื่องมือที่ปฏิบัติภารกิจเบรคให้สายพานหยุดการทำงาน หรือหยุดเพื่อดำเนินงานรักษา
Cleaner or Belt wiper (เครื่องมือทำความสะอาดหรือใบเฉือน) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับนำวัสดุที่ติดบนสายพานหรือบนล้อสายพานออก
Discharge Chute (รางจ่ายสิ่งของ) เป็นวัสดุอุปกรณ์ที่วางแบบ เพื่อบังคับแนวทางไม่ให้อุปกรณ์กระเด็นกระจายออก และปกป้องอันตรายอันจะเกิด จากการหมุนของล้อสายพานและก็สายพาน
Drive Support (วัสดุอุปกรณ์รองรับชุดขับ) ปฏิบัติภารกิจรองรับรวมทั้งจับยึดชุดขับทั้งผอง
Walk way and hand rail (ทางเท้าแล้วก็ราวจับ) เป็นช่องทางสำหรับเดินพร้อมราวจับ ยึดติดทางข้างๆของโครงสายพาน ใช้เพื่อสำหรับการทะนุบำรุง แล้วก็ตรวจการดำเนินงานของสายพาน
Hood (ฝาครอบ) กระเป๋านอุปกรณ์ที่ยึดโครงสายพานครอบเหนือสายพาน เพื่อป้องกันแสงแดด,ฝน,ลม และก็การฟุ้งกระจายของสิ่งของที่ขน ลักษณะของฝาครอบนิยมสร้างเป็นรอน (Conrrugated)
Wind Guard (โครงกันลม) เป็นโครงสำหรับยึดฝาครอบกันลม
Corbel connection (ข้อต่อ) เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับยึดต่อความยาวของโครงสายพาน ประเภทมีส่วนยื่นรองรับ
Decking (ชั้นปิดกั้นสิ่งของ) เป็นชั้นปิด หรือฝาครอบปิดที่ติดตั้งระหว่างแผ่นสายพานข้างบนแล้วก็ข้างล่าง เพื่อคุ้มครองปกป้องวัสดุที่อยู่ด้านบน ของสายพานตกหล่นลงสู่แผ่นสายพานด้านล่าง
Gravity take-up (ชุดถ่วงปรับความตึง) เป็นชุดปรับความตึงของสายพานโดยอาศัยน้ำหนักดึงในแนวตั้ง
Bent (ขาตั้งแบบมีจุดหมุน) เป็นขาตั้งที่ปฏิบัติหน้าที่รองรับน้ำหนักของส่วนประกอบแล้วก็ชุดสายพาน ขาตั้งนี้อยู่แนวดิ่งในเวลาที่โครงสายพาน บางทีอาจเอียงลาด
Lateral Frame (โครงข้อต่อสายพาน) เป็นข้อต่อให้โครงสายพานให้ยาวยิ่งขึ้น โดยดครงข้อต่อนี้จะปฏิบัติหน้าที่เป็นจุดรองรับปลายของ ส่วนประกอบสายพานที่จะมาต่อชนกัน
Knuckle joint (ข้อต่องอ) เป็นข้อต่อที่รองรับโครงสร้างและสายพานที่เปลี่ยนทิศทาง บริเวณนี้จะมีลูกกลิ้งสายพานติดอยู่ด้วย เพื่อรองรับ การดัดโค้งของสายพาน
Frame (โครงสร้างสายพาน) เป็นส่วนประกอบที่ทำด้วยเหล็ก เพื่อรองรับน้ำหนักรวมทั้งเป็นที่ยึดติดอุปกรณ์ทั้งหมดทั้งปวงของระบบสายพานนั้นๆบางทีอาจเป็นโครงเหล็กถัก(Truss),โครงเหล็กพับหรือโครงเหล็กลักษณะ
Loading hopper or chute (ภาชนะรูปกรวยหรือราง) ติดอยู่ใกล้ส่วนท้ายของสายพานลำเลียงทำหน้าที่รองรับ และนำอุปกรณ์ไปสู่ สายพานลำเลียง
Screw take-up (สกรูเกลียวปรับความตึง) เป็นเครื่องไม้เครื่องมือปรับความตึงของสายพานโดยใช้การดึงของสกรู
มอเตอร์ ( Motor )
มอเตอร์เป็นเครื่องยนต์กระแสไฟฟ้า (Electormechnical Energy) ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนแปลงกำลังไฟฟ้า (Electric Energy) ให้เป็นพลังงานมายากล (Mechanical Energy) ในรูปของการหมุนเคลื่อนที่เป็นประโยชน์สำหรับเพื่อการเอาไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง ถูกนำไปร่วมใช้งานกับเครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องมือไฟฟ้า แล้วก็เครื่องใช้ไฟฟ้าราว 80-90% ลักษณะมอเตอร์ไฟฟ้า (Electric Energy) แสดงดังรูป
การทำงานของมอเตอร์
มอเตอร์กระแสไฟฟ้าที่ถูกทำขึ้นมาใช้งานแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท เป็น มอเตอร์ไฟฟ้า ไฟฟ้ากระแสตรง (DC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ใช้กับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสไฟตรง (DC Source) เป็นมอเตอร์แบบเบื้องต้นที่ถูกสร้างมาใช้งาน รวมทั้งมอเตอร์ไฟกระแสสลับ (AC Motor) เป็นมอเตอร์ที่ใช้กับแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้าไฟฟ้ากระแสสลับ (AC Source) มอเตอร์จำพวกนี้ถูกปรับปรุงมาจากมอเตอร์ระแสตรง เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างกว้างขวางเพิ่มมากขึ้น
มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงมี แม่เหล็กถาวร 2 ขั้ว วางอยู่ระหว่างขดลวดตัวนำ ขดลวดตัวนำจะได้รับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงป้อนให้สำหรับการปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดอำนาจแม่เหล็ก 2 ชุด มีขั้วแม่เหล็กเช่นกันวางใกล้กันกำเนิดแรงผลักดันทำให้ขดลวดตัวนำหมุนเคลื่อนที่ได้เรื่องดำเนินงานพื้นฐานของมอเตอร์ไฟกระแสตรง
มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (D.C. Motor)
เมื่อมีกระแสไหลผ่านเข้าไปในมอเตอร์กระแสจะแบ่งออกไป 2 ทาง เป็น ส่วนที่หนึ่งจะผ่านเข้าไปที่ขดลวดสนามแม่เหล็ก(Field coil) ก่อให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นแล้วก็อีกส่วนหนึ่งจะผ่านแปลงถ่านคาร์บอนแล้วก็ผ่านคอมไม่วเตเตอร์ เข้าไปในขดลวดอาร์เมเจอร์กระตุ้นให้เกิดสนามไฟฟ้าขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งสองสนามจะเกิดขึ้นช่วงเวลาเดียวกัน ตามคุณลักษณะของเส้นแรงแม่เหล็กแล้วก็จะไม่มีการติดกัน จะมีแต่ว่ากี่หักล้างแล้วก็มีการเสริมกัน ซึ่งก่อให้เกิดแรงบิตในอาร์เมเจอร์ ทำให้อาร์เมเจอร์หมุนซึ่งสำหรับในการหมุนนั้นจะเป็นไปตามกฎมือซ้ายของเฟลมมิ่ง (Fleming’s left hand rule)
สายพานแบนส่งกำลัง เป็นสายพานที่ใช้ในอุตสาหกรรมโรงสี ประเภทสายพานรวมทั้งความแข็งแรงจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนชั้นของผ้าใบที่ใช้สำหรับเพื่อการผลิต
คุณลักษณะของสายพาน:
• ความทนทานต่อการแยกชั้นของผ้าใบ การใช้งานของสายพานส่งกำลังจำพวกนี้ จะใช้ส่งกำลังระหว่างพูเลย์ที่มีรอบการหมุนสูง ทำให้สายพานเกิดการแยกชั้นได้ง่าย ฉะนั้นการยึดติดของผ้าใบแต่ละชั้น ก็เลยควรจะมีความแข็งแรงมากพอ หมายถึงแรงยึดระหว่างกาวกับผ้าใบ และก็ยางกาวกับยางในจำเป็นจะต้องแข็งแรง เพราะหากมีการแยกชั้นของผ้าใบขึ้น ระหว่างการใช้งาน จะก่อให้สายพานมีอายุการใช้งานสั้น
• ความคงทนต่อแรงดึง สายพานที่ใช้จำเป็นจะต้องถูกดึงด้วยแรงที่มีค่าค่าหนึ่ง เพื่อกำเนิดแรงเสียดทานสำหรับในการขับเคลื่อน ความแข็งแรงของสายพาน สามารถเพิ่มหรือลดได้ โดยการเพิ่มหรือลดปริมาณของชั้นผ้าใบ
• คงทนถาวรต่อการผุกร่อน ผ้าใบข้างล่างของสายพาน จะสัมผัสกับพูเลย์(Pulley) ทำให้อายุการใช้งานของสายพาน ขึ้นกับคงทนถาวรของผ้าใบ ซึ่งผ้าใบที่ใช้เป็นผ้า COTTON ขนาดต่างๆกัน
KENTEC Pin Coupling
- Pin coupling คัปปลิ้งแบบสลัก
- จัดตั้งทำตั้งศูนย์ได้ง่าย
- ทำรูเพลาสูงสุดได้ถึง160mm
- สามารถตรวจตราแนวทางการหมุนของมอเตอร์โดยการถอดสลักออก
KENTEC Chain Coupling
- คัปปลิ้งรับแรงบิดได้สูง เมื่อเทียบกับคัปปลิ้งที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
- ทำรูเพลาสูงสุดได้ถึง200mm
- คัปปลิ้งราคาย่อมเยาเหมาะกับงานส่งกำลังทั่วๆไป
Sprocket
คุณสมบัติ:
- เหมาะกับงานส่งกำลังในรอบช้า
- สามารถรับแรงบิดได้สูง(Torque) ใช้งานในสิ่งแวดล้อมที่มีฝุ่นละอองมากและก็อุณหภูมิสูงได้ดิบได้ดี
- Martin มีผลิตทั้งยัง Sprocket สำหรับงานส่งกำลังและก็ Sprocket สำหรับงานโซ่ลำเลียง
Martin-Flex Coupling
- ชิ้นยางรอบรับการกระตุกของเครื่องจักรได้เป็นอย่างดี (shock load)
- รองรับการเยื้องศูนย์ได้สูงยิ่งกว่าคัปปลิ้งทั่วๆไป
- ชิ้นยางถอดออกตามแนวรัศมี ติดตั้งง่ายไม่ต้องเปลี่ยนที่มอเตอร์หรือเครื่องจักร
- ไม่จำเป็นต้องใช้สารหล่อลื่น รวมทั้งสามารถสำรวจภาวะชิ้นยางได้ด้วยการดูจากด้านนอก
- ใช้ร่วมกับ taper bush ถอดประกอบกับเครื่องจักรได้ง่าย
- มีรุ่น FRAS ชิ้นยางกันไฟฟ้าสถิต และก็ทนไฟได้สูง
TIMING PULLEY
คุณลักษณะ:
- สามารถทำอัตราทดได้สูงขึ้นยิ่งกว่า มู่เลย์แบบร่องวีและก็รองรับกำลังของมอเตอร์ได้มากกว่าสามารถผลิตรองรับสายพานได้ทุกรุ่นทุกแบรนด์ เช่น HTD,GT2,XH,H,L,XL,RPP,STPD,T,AT
- สามารถใช้ร่วมกับ Taper Bush ในการประกอบเพลา
คำว่าการผลิต ในภาษาอังกฤษมีการใช้คำอยู่ 2 คำคือ Manufacturing และก็ Production ซึ่งสื่อความหมายต่างกันดังนี้
1. Manufacturing คือ ขั้นตอนเปลี่ยนแปลงวัตถุดิบหรือสิ่งของให้เปลี่ยนเป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ซึ่งสามารถสัมผัสได้
2. Production หมายถึง ขั้นตอนเปลี่ยนวัตถุดิบหรืออุปกรณ์ให้กลายเป็นสินค้าเสร็จ เช่นเดียวกันกับคำว่า Manufacturing แม้กระนั้นแตกต่างกันตรงที่ Production จะรวมเอางานบริการต่างๆเข้าไปด้วย ตัวอย่างเช่น การสร้างอาหารบรรจุกระป๋อง บริษัทสัญญาประกันภัย บริการที่ได้รับจากโรงพยาบาลและก็การเข้ารับการเล่าเรียนจากมหาวิทยาลัย ฯลฯ
สแตนเลส หรือเป็นรู้จักกัน ว่า เหล็กกล้าไร้สนิม เป็น โลหะเหล็กในกลุ่มที่มีความต้านทานการกัดกร่อนสูง ผสมระหว่างเหล็กและคาร์บอน ซึ่งส่วนประกอบจะมีปริมาณคาร์บอนต่ำ มีโครเมียม เป็นส่วนประกอบหลัก โดยประมาณ 10.5 % หรือมากกว่า ทำให้มีการเกิดการสร้างฟิล์มถ่ายรูปโครเมียมออกไซด์
 
ผลิตภัณฑ์ที่ร้านค้า KGSthai ขาย อย่างเช่น
1. เฟืองโซ่ เฟืองตรง เฟืองดอกจอก เฟืองตัวหนอน เฟืองสะพาน เฟืองามมิ่ง เฟืองทองเหลือง เฟืองโซ่ลำเลียง เฟืองดอกจองเฉียง และเฟืองสั่งทำพิเศษ
2. มู่เล่ย์สำเร็จรูป มู่เล่ย์ชั้น มู่เล่ย์สายพานแบน มู่เล่ย์เตเปอร์ และก็มู่เล่ย์สั่งทำพิเศษ
3. โซ่เดี่ยว โซ่คู่ โซ่สแตนเลส โซ่ปีก โซ่ลำเลียง และโซ่สั่งทำพิเศษ
4. ข้อต่อเต็มข้อ ข้อต่อครึ่งข้อ ข้อต่อปีก แล้วก็ข้อต่อสั่งทำพิเศษ
5. คอปปิ้ง ยอยเฟือง ยอยโซ่ ยอยสลัก NK, MD, MT, ROTEX, NORTEX แล้วก็คอปปิ้งลักษณะพิเศษต่างๆ
6. ลิ่มสำเร็จรูป ลิ่มเหล็ก ลิ่มสแตนเลส
7. สปริงดึง สปริงดัน สปริงดีด สปริงเตเปอร์ แผ่นสปริง สปริงขึ้นรูป สปริงลาน สปริงแท่นเจาะ สปริงแม่พิมพ์(สปริงสี) และงานดัดสปริงทุกจำพวก
8. เหล็กหล่อ และงานหล่อตามแบบทุกจำพวก
9. ใบพัดมอเตอร์อลูมิเนียม พวงมาลัยเหล็กหล่อ พวงมาลัยอลูมินัม พวงดอกไม้ชุบวัวรเมี่ยมเพลาเกลียว
วิวัฒนาการของการสร้างในตอนแรกจะอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1760. – 1830. ซึ่งเริ่มที่อังกฤษและก็เป็นช่วงในเวลาที่มีการประดิษฐ์เครื่องจักรประเภทต่างๆมาใช้สำหรับในการผลิตดังต่อไปนี้
1. การประดิษฐ์เครื่องจักรละอองน้ำของวัตต์ (Watt’s Steam Engine) ในปี ค.ศ. 1776. แล้วก็มีการสร้างจริงในปี ค.ศ. 1785
2. การพัฒนาอุปกรณ์กล (Machine Tools) โดย John Wilkinson ที่ได้ประดิษฐ์เครื่องคว้าน(Boring Machine) เมื่อโดยประมาณปี ค.ศ. 1775.
3. การประดิษฐ์เครื่องกรอได้ (Spining Jenny) หูก (Power loom) และก็เครื่องจักร อื่นๆที่ใช้ในอุตสาหกรรมเสื้อผ้า โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มผลผลิต
4. ระบบของโรงงาน (Factory System) ซึ่งเป็นแถวทางใหม่ของการจัดองค์กรเพื่อการสร้างจำนวนมากโดยใช้หลักการเบื้องต้นของการแบ่งกลุ่มคนงาน
     "เหล็ก" เป็นคำที่คนประเทศไทยทั่วๆไปนิยมใช้เรียกเหมารวมกันหมายถึง เหล็ก (iron) และ เหล็กกล้า (steel) ซึ่งตามความจริงนั้น สิ่งของทั้งยัง 2 อย่างนี้แตกต่างหลายประการ อย่างไรก็ดี เหล็กเป็นสิ่งของรากฐานที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาสังคมและก็ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงตอนนี้และก็ถัดไปในอนาคตอีกนานแสนนาน
      เหล็ก (iron) เครื่องหมายทางด้านวิทยาศาสตร์ Fe เป็นธาตุโลหะประเภทหนึ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ จำนวนมากมีสีแดงอมน้ำตาล โดยปกติสามารถดูดติดแม่เหล็กได้ มักพบในชั้นหินใต้ดินรอบๆที่ราบสูงแล้วก็เทือกเขา อยู่ในรูปก้อนแร่เหล็ก (iron ore) ปนเปกับโลหะชนิดอื่นๆและก็หิน เมื่อประยุกต์ใช้คุณประโยชน์จำเป็นต้องผ่านการทำให้บริสุทธิ์ด้วยกรรมวิธีการ "ถลุง" (ใช้ความร้อนสูงเผาให้สินแร่เหล็กแปลงเป็นของเหลวในระหว่างที่กำจัดแร่อื่นที่ไม่ต้องการที่จะอยากออกไป) นอกเหนือจากนี้ธาตุเหล็กยังเป็นสารอาหารที่ร่างกายคนเราอยากได้ เนื่องจากเป็นองค์ประกอบสำคัญในเม็ดเลือดแดงของพวกเราอีกด้วย พูดอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่ขาดธาตุเหล็กจะเป็นโรคโลหิตจางได้ง่าย
     เหล็กกล้า (steel) เป็นโลหะผสมชนิดหนึ่ง โดยปกติเหล็กกล้าหมายความถึง "เหล็กกล้าคาร์บอน (carbon steel)" ซึ่งประกอบด้วยธาตุหลักๆคือ เหล็ก (Fe) คาร์บอน (C) แมงกานีส (Mn) ซิลิคอน (Si) และธาตุอื่นๆอีกบางส่วน เหล็กกล้าเป็นวัสดุโลหะที่ไม่ได้มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ถูกทำขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ (และก็เครื่องจักร) โดยตั้งอยู่บนเบื้องต้นของการปรับแก้เหล็ก (Fe/iron) ให้มีคุณสมบัติโดยรวมดียิ่งขึ้น ดังเช่นว่า เปลี่ยนแปลงรูปได้จากที่อยาก แข็งแรง ยืดหยุ่น ทนทานต่อแรงกระแทกหรือสภาพการณ์ทางธรรมชาติ สามารถรับน้ำหนักได้มาก ไม่ฉีกให้ขาดหรือแตกหักง่าย เป็นต้น เหมาะสมสำหรับเพื่อการใช้งานในด้านต่างๆในชีวิตประจำวันของคนเราได้อย่างนานัปการ ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อขายได้ในระดับราคาที่คนทั่วไปซื้อหามาใช้ได้ ซึ่งถือว่ามีข้อดีดีมากยิ่งกว่าวัสดุอื่นๆมากมาย
การสร้างท่อ (Pipe and Tube Manufacturing)
สำหรับการผลิตท่อนั้นจะใช้กระบวนการต่างๆเป็นต้นว่า การเชื่อมชน (butt welding) การเชื่อมเกย (lap welding) การเชื่อมชนด้วยกระแสไฟฟ้า (electric butt welding)
- การเชื่อมชน (butt welding process) สามารถทำได้ 2 แนวทาง กล่าวอีกนัยหนึ่ง แนวทางแรก นำเหล็กอ่อนทำท่อ (skelp) มาอบให้ร้อนจนถึงมีอุณหภูมิสูงยิ่งกว่าอุณหภูมิการตกผลึกใหม่ (recrystallization temperature) หลังจากนั้นนำไปดึงผ่านแบบดาย ซึ่งมีลักษณะคล้ายระฆัง เรียกว่า กรวยเชื่อม (welding bell) ในตอนที่เหล็กอ่อนทำท่อ (skelp) ถูกบังคับให้วิ่งผ่านกรวยเชื่อมจะเปลี่ยนรูปแปลงเป็นท่อ และขอบทั้งสองข้างถูกบังคับให้วิ่งมาชนกันแล้วก็เชื่อมชิดกันโดยอาศัยความร้อนรวมทั้งแรงกด หลังจากนั้นท่อที่ได้จะถูกส่งต่อไปยังชุดลูกรีด เพื่อรีดให้ได้ขนาดต่อไป
ส่วนวิธีที่สองจะนำเหล็กพืดทำท่อ (skelp) ที่ผ่านการอบให้ร้อนจนได้ที่แล้ว ส่งผ่านเข้าไปในชุดลูกรีด (rolls) เพื่อรีดบังคับให้แผ่นเหล็กแปลงเป็นท่อ และก็ขอบทั้งสองข้างเชื่อมติดกันโดยอาศัยความร้อนและแรงอัดจากลูกรีด กระบวนการเชื่อมชนนี้จะใช้ผลิตท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 75 มิลลิเมตร ลงมา
- การเชื่อมชนด้วยกระแสไฟฟ้า (electric butt welding) นำแผ่นเหล็กมาตัดให้ได้ความกว้างตามที่อยากได้ ต่อจากนั้นนำเข้าเครื่องรีดทำการรีดให้เป็นท่อ ตอนที่แผ่นเหล็กนั้นมีอุณหภูมิอยู่ที่อุณหภูมิบรรยากาศธรรมดา โดยใช้ชุดลูกรีด (rolls) แล้วต่อจากนั้นเชื่อมรอยต่อของขอบให้ชิดกัน โดยใช้เครื่องเชื่อมกระแสไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ วิธีการนี้นิยมใช้ในการผลิตท่อขนาดใหญ่ที่มีความหนาอยู่ในช่วง 3.2 -12.7 มิลลิเมตร สามารถผลิตท่อขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางได้ถึง 915 มิลลิเมตร
- การเชื่อมเกย (lap welding process) เหล็กอ่อนทำท่อที่ผ่านการอบให้ร้อนจนกระทั่งมีอุณหภูมิสูงขึ้นมากยิ่งกว่าอุณหภูมิการตกผลึกใหม่ (recrystallization temperature) ถูกเอามาดึงผ่านแบบถางเพื่อทำให้เปลี่ยนเป็นท่อก่อน แล้วป้อนไปสู่ชุดลูกรีด (rolls) เพื่อรีดแต่งให้ขอบทั้งสองข้างมาอยู่ในลักษณะทับกันหรือเกยกัน (overlapping) อาศัยความร้อน เหล็กแกนแบบ (mandrel) แล้วก็แรงบดอัดจากลูกรีดทำให้ขอบทั้งสองข้างเชื่อมชิดกัน กรรมวิธีการนี้ใช้เพื่อสำหรับการผลิตท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ในระหว่าง 50 - 400 มิลลิเมตร
- การผลิตท่อที่ไม่มีตะเข็บ (Piercing) เป็นกระบวนการผลิตท่อที่มีคุณภาพสูง ทนต่อแรงอัดได้สูงมากมาย แต่ผลิตยุ่งยากกว่าแบบมีตะเข็บ แล้วก็มีความครึ้มกว่า การผลิตท่อโดยใช้เพลาแกนดันระหว่างกลางงานแล้วก็ให้วิ่งในทิศทางเดียวแท่งแกนจะเป็นตัวนำศูนย์ก่อน ใช้แรงอัดและความร้อนของเหล็กเป็นตัวควบคุมขนาดของรูท่อ
- การอัดรีดท่อ (Tube Extrusion) การอัดรีดท่อ เป็นกระบวนการผลิตท่อแบบไม่มีตะเข็บอีกวิธีหนึ่ง ใช้หลักการราวการอัดรีดโดยตรง กระบวนการทำวิธีนี้ตัวอัดจับงานหมุนด้วยความเร็วมากราวๆ 10 ฟุตต่อนาที ใช้ผลิตท่อเหล็กพวกเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำ บางทีอาจจะทำกรรมวิธีการขึ้นรูปเย็นก็ได้อุณหภูมิของผลงานก่อนนำมาอัดขึ้นรูปโดยประมาณ 2,400 องศาฟาเรนไฮต์
ระบบคลัทช์แล้วก็คับปลิ้ง
1.ประเภทของคัตช์
คลัตช์ที่ใช้งานกันอยู่จะแบ่งตามราวๆรูปร่างของผิวแผ่นคัตสช์ ที่สามารถแบ่งได้คลัตช์แผ่นเดียวคลัตช์หลายแผ่นคลัตช์หลายลาเมลลาคลัตช์หลายเรียว
1.1คลัตช์ลาเมลา(LMELLAR CLUTCH)เป็นคัตสช์ประเภทหลายแผ่นเรียงทับกันสลับกัน โดยคลัตช์แผ่นนอกจะสวมอยู่ในร่องตัวบ้านและคัตสช์แผ่นในจะสวมอยู่บนร่องเพลาตาม แผ่นคัสตช์สามารถขยับได้ แผ่นคัสตช์หลายแผ่นที่ทับกันจะถูกปลอบประโลมเลื่อนตันกดบังคับให้แขนกดมีลักษณะการทำงานด้วยแขนกด ทำงานด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า ปฏิบัติงานด้วยแรงดันน้ำมัน
 
1.2 คลัตช์แบบเรียว เป็นคลัตช์ที่มีพื้นที่เสียดทานรูปร่างเรียวอยู่ด้านในตัวเรือนคลัจช์ชนิดนี้สามารถส่งภายในโมเมนต์บิดได้มาก สามารถเลื่อนปลอกเลื่อนตามแนวแกนจะทำได้เกิดแรงอัดผ่านแขนลือกระเดื่องแผ่นคลัตช์ให้สัมผัสกับตัวบ้านจะได้แรงอัดสัมผัสสูงมากมาย คลัตช์ประเภทนี้มีลักษณะรูปร่าง
2. ประเภทของคับปลิ้ง
คับปลิ้งที่ใช้เป็นงานทั่วไปของเครื่องจักรมีหลากหลายประเภทขึ้นกับวัตถูปรารถนาสำหรับในการใช้งาน สามารถแยกประเภทของคับปลิ้งออกเป็น 2 จำพวก คือ คับปลิ้งแบบตัดกำลังมิได้ กับคับปลิ้งแบบตัดต่อกำลังได้ ดังนี้
- คับปลิ้งแบบฝาประกบ(SPLIT COUPLING)เป็นคับปลิ้งแบบตัดต่อกำลังมิได้ ทำจากเหล็กหลอม 2 ชิ้น ยึดติดกันด้วนสกรูให้บีบอัดเพลาทั้งสองไว้ การส่งถ่ายกำลังจะผ่านบริเวณบีบอัดจากแรงของสกรู หากปรารถนาส่งถ่ายการหมุนที่คงเดิมก็จะใส่ลิ่มอัด คับปลิ้งชนิดนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบหนักแปลน(FLANGE COUPLING)เป็นคับปลิ้งประเภทตัดต่อกำลังไม่ได้ จะประกอบไปด้วยหน้าแบบแปลน 2 ชิ้น สวมอัดอยู่ที่ส่วนปลายของเพลา รวมทั้งมีสกรูสร้อยขันยึดติดร่วมกัน สามารถใสลิ่มเพื่อการประกอบให้มั่นคงก็ได้ คับปลิ้งจำพวกนี้มีลักษณะ
คับปลิ้งแบบเพลา (SHAFT COUPLING)กับปลอกเรียว เป็นคับปลิ้งแบบตัดต่อกำลังมิได้ ปฏิบัติภารกิจยึดเพลาที่มีขนาดความโตเท่ากับและอยู่ในแนวศูนย์เดียว ผิวที่ยึดมีลักษณะเรียวทำให้ไม่ต้องใช้ลิ่มอัดช่วยที่ปลายของเพลา คับปลิ้งชนิดนี้มีรูปร่างลักษณะ
 คับปลิ้งแบบขยับเขยื้อนได้ เป็นคับปลิ้งที่ใช้กับเพลาที่ไม่ร่วมศูนย์สามารถขยับเลื่อนแนวแกนขณะหมุนดำเนินการได้ คับปลิ้งจำพวกนี้มีความยืดหยุ่นได้สมควรสำหรับในการดูดแบกรับภาระกระแทกและการเขย่าสั่นสะเทือนที่เกิดจากการหมุนเจริญ คับปลิ้งชนิดนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบฟันโค้ง เป็นคับปลิ้งใช้เพลาที่เยื้องศูนย์มุมตามแนวรัศมีหรือขยับตามแนวแกน สามารถส่งถ่ายโมเมนได้มากและก็มีความเร็วรอบสูง คับปลิ้งจำพวกนี้มีล้อสวมอยู่ที่ปลายของเพลาอีกทั้ง 2 ข้าง โดยเฟืองโค้งอยู่ภายนอกของล้อและจะขบกับฟันเฟืองตรงที่อยู่ด้านในของล้อและก็ล้อจะขบเฟืองตรงที่อยู่ข้างในของตัวเรือนคับปลิ้งชนิดนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบข้อต่อ(JOINT COUPLING)เป็นคับปลิ้งซึ่งสามารถเยื้องศูนย์ของเพลาได้มากกว่าชนิดฟันโค้ง คับปลิ้งข้อต่อที่ใช้งานได้ดิบได้ดีเป็นแบบบอลล์ จะสามารถส่งถ่ายการหมุนระหว่างเพลาด้วยบอลล์เหล็กกล้า ทำให้การส่งถ่ายการหมุนของเพลาได้สม่ำเสมอไม่สั่นสะเทือนคับปลิ้งข้อต่อรักษณะ
 คับปลิ้งแบบยูนิเวอร์แซล(UNIVERSAL JOINT)คับปลิ้งจำพวกนี้ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนกากบาท 2 ชิ้นรวมทั้งส่วนที่ขยับเลื่อนไปๆมาๆตามแนวเพลา ซึ่งเป็นเพลาแบบฟันสไปลน์ใช้ในงานอุปกรณ์มายากล เป็นต้นว่า เครื่องกัดขนาดเล็ก คับปลิ้งจำพวกนี้มีลักษณะรูปร่าง
- คับปลิ้งแบบเมมเบรน(MEMBRANE COUPLING)เป็นคับปลิ้งที่สามารถส่งถ่ายโมเมนต์ที่ความเร็วรอบสูงเจริญ การหมุนที่เป็นมุมจะทำด้วยแผ่นเมมเบรนที่ทำด้วยคับปลิ้งซึ่งสามารถดัดได้ แต่ว่าหักมุมต่อหนึ่งแผ่นเมมเบรมห้ามเกิน 1 องศา เพราะว่าคับปลิ้งด้วยเหตุว่าคับปลิ้งชนิดนี้ไม่สามารถที่จะดัดไปมาได้ แม้กระนั้นการหักมุมต่อมีการล่อลวงลื่นเหมาะสมสำหรับใช้ในงานที่อุณหภูมิสูง คับปลิ้งประเภทนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบยืดหยุ่น(FLEXIBLE COUPLING)เป็นคับปลิ้งที่ใช้กับเพลาที่ไม่ร่วมศูนย์รับภาระการกระแทกการเขย่าสะเทือนได้รอบทิศทาง ชิ้นส่วนที่รองรับการยืดหยุ่นทำจากยาง หรือทำจากสปริง คับปลิ้งจำพวกนี้มีลักษณะ
 คับปลิ้งแบบตัดต่อกำลัง เป็นคับปลิ้งที่นำมาใช้เมื่อต้องการตัดต่อกำลังให้กับเพลา 2 ตัว คับปลิ้งแบบตัดต่อกำลังจะแยกเป็นคับส่งถ่ายกำลังด้วยลักษณะรูปร่าง และก็ด้วยลักษณะแรง
หน้าที่การใช้งานของคลัตช์
หน้าที่หลักของคลัตช์ประการแรก ใช้สำหรับการตัดรวมทั้งต่อการส่งกำลังระหว่างเพลา 2 ตัว คลีตช์สามารถที่จะต่อกำลังระหว่างเพลา 2 เพลา ด้วยความฝืดได้อย่างเร็วแล้วก็นิ่มนวลเป็นองค์ประกอบเครื่องจักรที่วางแบบมาใช้ในลัษณะของการทุ่นกำลัง ตัวอย่างเช่น คลัตช์ของมอเตอร์ไซค์คลัตช์ของรถยนต์คลัตช์ของปั๊มน้ำมันจั่นตอกเสาเข็มงานก่อสร้างคลัตช์ที่ใช้กับเครื่องยนต์ที่จำเป็นต้องใช้ต้นการส่งจากเครื่องจักรมอเตอร์ที่ทำงานไม่ต่อเนื่องบางเวลาจำต้องหยุดรอจังหวะและบางโอกาสอยา