ผู้เขียน หัวข้อ: ขั้นตอนการทำงานการพิมพ์กราเวียร์  (อ่าน 4 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

สิงหาคม 11, 2018, 07:16:23 AM
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 56319
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

ขั้นตอนการทำงานการพิมพ์ระบบพิมพ์กราเวียร์
บทความนี้เขียนจากประสบการณ์จริงในการทำงาน  การที่จะทำงานพิมพ์ระบบกราเวียร์ อันดับแรกที่มีความสำคัญที่สุดคือ ต้องทราบเสียก่อนว่า งานที่จะผลิตคือชื่องานงานอะไร มีลักษณะอย่างไร ถ้ายังไม่ทราบไม่ต้องไปหาข้อมูลเครื่องจักรให้เสียเวลา หรือว่าหาข้อมูลไปก็ผิดพลาดไม่ตรงกับงานจะเสียเวลาไปเปล่าๆ หรืออาจจะเสียเงิน  เพราะว่าข้อมูลเริ่มต้นว่าจะผลิตงานอะไรก็ยังไม่รู้ ก็จะเกิดปัญหาตามมา***การแก้ไขปัญหาภายหลังเป็นเรื่องยาก***
เรา” gravurecon กราเวียร์คอน”ให้คำปรึกษาด้านโรงพิมพ์ “กราเวียร์” แบบครบวงจรในด้านเทคนิคการผลิต, การป้องกันปัญหาและการแก้ไขปัญหา ,ให้ตอบสนองตรงตามความต้องการของลูกค้า จากประสบการณ์ในการทำงานในโรงงาน สายการปฎิบัติงานในสายการผลิต โดยตรงกว่า30 ปี ในระดับผู้ปฎิบัติงานระดับล่าง(operater)ในฝ่ายผลิตไม่ต่ำกว่า 15 ปี( ตั้งแต่ค่าแรง 60 บาทต่อวัน ) และ เลื่อนขึ้นระดับจัดการฝ่ายผลิตถึงผู้จัดการโรงงานไม่ต่ำกว่า 15 ปีในโรงงานมาตรฐานที่มีพนักงานตั้งแต่ 50 คนจนถึงโรงงานที่มีพนักงาน 150 คนขึ้นไปขึ้นไป ที่ยอดขายตั้งแต่ 3ล้านบาทต่อเดือนจนถึงโรงงานขนาดที่มียอดขายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาทต่อเดือน ( สรุปผ่านประสบการณ์มาทั้งโรงงานเล็กและโรงงานใหญ่ ) ผ่านประสบการณ์การทำงาน เครื่องพิมพ์กราเวียร์ ( GRAVURE PRINTING ) , เครื่องลามิเนทหรือเนย์( COATING EXTRUSION) , ดรายลามิเนท(DRY LAMINATE ) , เครื่องทำซอง ( BAG MAKING ) , เครื่องสลิท ( SLIT ), เครื่องเป่าฟิล์ม( BLOWN FILM )……etc ”
***มีด้านล่างมีบทความที่เขียนจากประสบการณ์จริงในการทำงาน เผื่อว่าเป็นแนวทางในการหาข้อมูลเพื่อหาคำตอบครับ***
มีสินค้าที่ต้องการผลิตปรึกษาเราได้ทั้งเรื่อง เครื่องจักร ,คน ,วัตถุดิบ, วิธีการทำงาน, งบลงทุน หรืออ่านบทความให้ครบถ้ายังไม่ชัดเจนปรึกษาได้ครับ
***ในบทความมีหลายๆระดับความรู้ เลือกหาอ่านเนื้อหาที่อ่านแล้วที่มีความเข้าใจ ตามพื้นฐานความรู้เรื่องพิมพ์กราเวียร์ ของแต่ละบุคคลครับ ถ้าบางเรื่อง อ่านแล้วไม่เข้าใจก็อ่านผ่านๆไปก่อน แล้วลองกลับมาอ่านซ้ำเพื่อทำความเข้าใจ เพราะว่ามีรายละเอียดมากทุกขั้นตอนอาจจะเขียนได้ไม่ครอบคลุมทุกเรื่องได้ทั้งหมด ส่วนใหญ่ปัญหาต่างๆเกิดจาก เครื่องจักร , คน ,วิธีการทำงาน ,วัตถุดิบ ถ้าแยกออกเป็นเรื่องย่อยๆแล้วจะใช้เวลาเขียนนาน ควรอ่านเฉพาะที่มีเข้าใจและที่ต้องการอ่านก่อน เพื่อนำไปใช้ทำความเข้าใจในการแก้ปัญหาที่เกิดจากการทำงานได้บ้าง อาจจะตรงประเด็นกันบ้างหรือไม่ตรงประเด็นกันบ้าง คิดเสียว่ายังพอที่จะมีเรื่องราวเรื่อง การพิมพ์ระบบกราเวียร์ ให้อ่านบ้างก็ยังดีนะครับผม
บทความ
***ในหัวข้อบทความของทุกขั้นตอนการผลิต แต่ละบทความมี เรื่องปัญหาต่างๆที่พบในการพิมพ์ระบบกราเวียร์ และในขบวนการผลิต ได้มีการตอบวีธีการแก้ไขหลายๆปัญหาที่พบในการพิมพ์ ระบบกราเวียร์ โปรดอ่านเผื่อว่าจะตรงกับ ปัญหาที่ท่านกำลังหาคำตอบอยู่ ถ้าเปิดผ่านๆไปไม่ได้ความรู้ ขอแนะนำว่า ควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง “การเลือกเครื่องจักรให้ถูกต้องกับชนิดของงาน เป็นสิ่งสำคัญ”  เพราะว่าเครื่องจักรมีหลายแบบ แม้รูปร่างเครื่องจักรภายนอกดูด้วยสายตาดูจะเหมือนๆกัน แต่เครื่องจักรแต่ละแบบ ถูกออกแบบมาให้ทำงานตรงและเหมาะสมกับชนิดของสินค้า ที่แจ้งกับผู้ผลิตเครื่องจักร และจะทำงานได้ดีตรงกับสินค้าที่ต้องการผลิต  ผู้ที่ต้องการซื้อเครื่องจักร ต้องให้ข้อมูลของสินค้าที่ต้องการผลิต กับผู้ผลิตหรือผู้ขายเครื่องจักร เพื่อให้ได้เครื่องจักรที่สเปคตรงกับการใช้ผลิตสินค้า…โดยปกติเครื่องจักรจะถูกออกแบบมาเป็นมาตรฐานทั่วๆไป จะผลิตสินค้าได้คุณภาพได้ไม่ดีเท่ากับเครื่องจักร ที่ออกแบบมาตรงชนิดกันกับความต้องการผลิตสินค้าชนิดนั้นๆ (เพราะสินค้ามีรูปแบบและคุณสมบัติที่หลากหลายชนิดแตกต่างกันมาก ถ้าเครื่องจักรไม่ตรงชนิดสินค้าอาจจะได้คุณภาพสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพที่ดี )
***ลักษณะเครื่องจักรที่จะใช้งานพิมพ์ ควรให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ต้องการพิมพ์เป็นสำคัญว่าจะเน้นพิมพ์กับวัตถุดิบชนิดใด ลักษณะการพิมพ์ พิมพ์บนหรือพิมพ์ล่าง พิมพ์วัตถุดิบเป็นถุงหรือพิมพ์วัตถุดิบเป็นแผ่น
– พิมพ์ฟิล์มจากการ แคสฟิล์ม (cast film )……PET, OPP , PA (nylon) , OPP , PVC
– พิมพ์ฟิล์มจากการ เป่าเป็นแผ่น ( blow film )…. LLD.PE, PP , HD.PE
– พิมพ์ถุงจากการเป่า เป็นถุง ( blow tube )…LLD.PE, PP
– พิมพ์ กระดาษ หรือ แผ่นอลูมิเนียม
– พิมพ์ M-PET,  M-OPP, OPP MATT
– พิมพ์บนฟิล์ม หรือ พิมพ์ด้านล่างฟิล์ม
ซึ่งต้องเลือกเครื่องจักรให้เหมาะสมกับวัตถุดิบที่ต้องการพิมพ์ด้วยเป็นสิ่งสำคัญ
เพราะวัตถุดิบมีความแตกต่างด้าน – ความยืดหยุ่น,ความหนา,ความแข็ง,ความลื่น,ความฝืด,ผิวเรียบ-ขรุขระ,ความใส,ความทึบแสง,.etc..ทุกอย่างมีผลต่อคุณภาพการพิมพ์
***การที่จะทราบว่าโรงงานมีปัญหาในการผลิตสินค้าให้ลูกค้าหรือไม่เริ่มตั้งแต่ การประชุมทุกส่วน ทุกแผนกในโรงงาน เรื่องที่ประชุมคือ สถาณะการณ์ ปัจจุบัน ที่รับงานที่มีผลมาจากการที่  ลูกค้า  nc – complen- reject   ร่วมประชุมเพื่อหาสาเหตุ ,การแก้ไข ,การป้องกัน ไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำ ถ้าได้รับคำตอบแบบไม่มีข้อสรุป ดังนี้  วนไปวนมา วนเป็นวงกลม ไม่สิ้นสุดและหาผลสรุปไม่ได้ คือ

  • ช่างพิมพ์…..จะโทษว่าเป็นที่…..สีไม่ดี,เครื่องจักรไม่ดี, แม่พิมพ์(บล็อค)ไม่ดี ,ฟิล์มที่ใช้ไม่ดี , ลูกน้องไม่ดี
  • ร้านทำแม่พิมพ์(บล็อค)…..จะโทษว่าเป็นที่ ….ช่างพิมพ์ไม่ดี ,เครื่องพิมพ์ไม่ดี , แบบงาน (ART WORK )ไม่ดี, ลูกค้า ไม่ดี ,ฝ่ายขาย               (เซลล์)ไม่ดี
  • ร้านขายสี…..จะโทษว่าเป็นที่…..ฟิล์มไม่ดี , แม่พิมพ์ ( บล็อค )ไม่ดี, ช่างพิมพ์ (ช่างทำสี )ไม่ดี
  • ฝ่ายขาย (เซลล์) …..จะโทษว่าเป็นที่….. ลูกค้าไม่ดี,ช่างพิมพ์ไม่ดี,สีไม่ดี ,ช่างทำสีไม่ดี ,แบบงาน (art work)ไม่ดี,คิวซี ไม่ดี


ถ้าผลเป็นแบบนี้แสดงว่ากำลังเกิดปัญหาที่แก้ไม่จบ ( จากประสบการณ์ น่าจะเป็นปัญหาทุกๆโรงงาน ) คนที่รับผลที่มากที่สุดคือ “ลูกค้า” เพราะเป็นผู้ที่รับผลนี้จากการที่ผลิตงานไม่ได้คุณภาพหรืออาจจะมีผลถึงทำให้สินค้าเสียหาย(สุดท้ายคือความรับผิดชอบของโรงงานที่ผลิตสินค้าไม่ได้คุณภาพ)จะเขียนอธิบาย ขยายความในครั้งต่อไปครับ
***การผลิตทุกขั้นตอนจนกระทั่งถึงลูกค้า มีผลกระทบกันทุกขั้นตอนการผลิต ไม่ใช่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง เริ่มตั้งแต่รับงานจากลูกค้ามาจนถึงสุดท้ายที่ ลูกค้าได้รับสินค้าด้วยความพึงพอใจ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด***
ขั้นตอนการทำงาน(work-flow)

ลูกค้า – ฝ่ายขาย – วางแผน – จัดซื้อ – ฝ่ายผลิต – R & D – QC – สโตร์ – จัดส่ง – ลูกค้า
ฝ่ายขาย ( หรือประสานงานฝ่ายขาย )

  • รับแบบงานจากลูกค้า เป็นสิ่งที่สำคัญมากต้องสอบถามความต้องการเรื่องความสวยงามของภาพ ไม่ใช่เพียงแต่ทำตาม ART WORK เพียงอย่างเดียว ต้องนำมาปรับภาพให้เป็นการพิมพ์ระบบกราเวียร์เพราะส่วนใหญ่หรืออาจจะทั้งหมด จะทำ ART WORK มาเป็นการดาษและการให้เฉดสีเป็นการให้ตามแบบการพิมพ์ ระบบ ออฟเซ็ท (พิมพ์กระดาษ) ซึ่งเป็นการให้เฉดสีแตกต่างกันเมื่อนำมาทำแบบกราเวียร์โดยตรงไม่มีการปรับแต่งภาพและเฉดสีเพื่อให้ได้เฉดสีที่ถูกต้องตรงกับความต้องการและสวยงาม เมื่อนำไปทำแม่พิมพ์ระบบกราเวียร์เฉดสีจะออกมาไม่เหมือนกับ ART WORK ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้า อาจจะต้องทำแม่พิมพ์ใหม่ซึ่งแม่พิมพ์ระบบกราเวียร์ มีราคาที่สูง ยังไม่รวมถึงต้องเข้าใจขั้นตอนการทำงานอีกว่า รระบบการพิมพ์ใช้เครื่องพิมพ์ความเร็วสูงหรือความเร็วต่ำ เพื่อให้ได้การถ่ายเทสีสู่ฟิล์มที่พิมพ์ได้ถูกต้องและน้ำหนักการดึงม้วนของเครื่องพิมพ์แต่ละเครื่องไม่เท่ากัน จะมีการยืด-หด ของฟิล์มทำให้ขนาดของภาพที่ได้ มีความยาว หรือสั้นกว่าไม่เท่ากัน ( ต้องอาศัยผู้มีกระสบการณ์ ) และต้องเข้าใจขั้นตอนการผลิตขั้นตอน ต่อไปว่าจะส่งผลกระทบอะไรบ้าง การเคลือบ การสลิท การทำซอง สุดท้ายคือการแพคงานของลูกค้าว่ามีลักษณะการแพคแบบได้.ทั้งหมดนี้ต้องมาจากครั้งแรกที่รับงานต้องเข้าใจให้หมดไม่เช่นนั้นปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน เหมือนจะว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ก็ลองพิจารณาให้ละเอียดว่าปัญหาที่เกิดทั้งหมดมาจากการเรื่มแรกตั้งแต่ต้นที่รับงานโดยไม่มีความเข้าใจงานหรือไม่ ?
  • รับทราบสเปคจากลูกค้า ความกว้าง ความยาว ความหนา
  • รับทราบความต้องการของลูกค้า แพคสินค้า ชนิดใด ของแห้ง หรือ ของเหลว
  • ส่งข้อมูลงาน รูปแบบงานให้ฝ่ายผลิต
  • ส่งข้อมูลให้วางแผน
  • ส่งข้อมูลให้ฝ่ายจัดซื้อ
  • ส่งข้อมูลให้ฝ่าย วิจัยและพัฒนาผลิตภัณท์ R/D
  • ส่งรายละเอียดให้บัญชีคิดต้นทุน
วางแผน

  • วางแผนให้ทุกส่วนงาน ..โรงงาน , ฝ่ายขาย , จัดซื้อ , สโตร์วัตถุดิบ , สโตร์สินค้าสำเร็จรูป , ผลิต , RD , QC ,จัดส่ง .
  • ในส่วนของผลิต วางแผนการผลิตทุกแผนก  พิมพ์,
  • ดรายลามิเนท,สลิทหรือทำซอง ถึงสโตร์สินค้าสำเร็จรูป
  • วางแผนการจัดส่งจนกระทั่งส่งสินค้าถึงลูกค้า
  จัดซื้อ

  • จัดซื้อวัตถุดิบตามที่ฝ่ายวางแผนเปิดการสั่งซื้อ
  • แจ้งกำหนดการเข้าของวัตถุดิบให้ฝ่ายวางแผน,สโตร์วัตถุดิบ
  โรงงาน (ฝ่ายผลิต)

  • รับแผนการผลิต และตรวจสอบแผนการผลิต
  • เตรียมความพร้อมของเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต
  • นำแบบงานของลูกค้าส่งส่วนออกแบบหรือส่งให้ร้านทำแม่พิมพ์(ในกรณีไม่ได้ทำแม่พิมพ์เอง)
  • นำแบบงานมาแยกสี
  • แยกจำนวนแม่พิมพ์
  • ทำแบบงานบนกระดาษส่งให้ลูกค้าตรวจสอบ
  • ส่งให้ลูกค้าตรวจสอบ ความถูกต้องของข้อความและการทำเฉดสีที่ตัวอย่างครา่วๆ
  • ลูกค้าตรวจสอบถูกต้องเรียบร้อย ส่งให้ส่วนทำแม่พิมพ์หรือร้านทำแม่พิมพ์ (ในกรณีไม่ได้ทำแม่พิมพ์เอง)เพื่อทำการผลิตแม่พิมพ์       ให้เครื่องพิมพ์กราเวียร์
  • ส่วนพิมพ์กราเวียร์ทำการปรู๊ปพิมพ์ตัวอย่างบนฟิล์มจริงให้ลูกค้าตรวจสอบความถูกต้อง
  • ลูกค้าตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ยอมรับได้สามารถผลิตได้ตามแผนการผลิต
  • ลูกค้าตรวจสอบความถูกต้องแล้ว ไม่ยอมรับต้องมีการแก้ไข ต้องกลับไปเริ่มต้นที่ขั้นตอนการปรู๊ปในส่วนนั้นๆใหม่
พัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ (R&D.)

  • รับแผนการผลิต ตรวจสอบแผนการผลิต
  • แยกชนิดวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการผลิต
  • กำหนดขั้นตอนการผลิต
  • กำหนดสเปคในแต่ละขั้นตอนการผลิต
ตรวจสอบคุณภาพ ( QC ).

  • รับแผนการผลิต ตรวจสอบแผนการผลิต
  • กำหนดมาตรฐานการตรวจสอบทุกขั้นตอนการผลิต
  • กำหนดวิธีการตรวจสอบให้ตรงตามมาตรฐาน
  • กำหนดการรายงานการตรวจสอบ
  • ออกใบรับรองต่างๆที่ลูกค้ากำหนดมา
  • รายงานสำหรับงานที่ผลิตได้ตรงและไม่ตรงตามสเปค
  ส่วนการผลิต

  • รับแผนการผลิต ตรวจสอบแผนการผลิต
  • เตรียมความพร้อมของเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต
  • ตรวจเช็คพร้อมของวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต
  • รายงานการผลิตตามใบรายงานกำหนด
  • มีการผลิตไม่ตรงตามแผนการผลิตทุกขั้นตอนการผลิต. เช่น เวลาที่ใช้ในการผลิต,การสูญเสียมากกว่าที่กำหนด เพราะมีผลกับการทุก         ขั้นตอนการผลิต ทำให้ขั้นตอนสุดท้ายคือการผลิตส่งสินค้าได้ไม่ครบจำนวนและตรงตามกำหนดเวลา
สโตร์สินค้าสำเร็จรูป

  • ตรวจเช็คจำนวนการโอนเข้าสต๊อกสินค้าเทียบกับการแจ้งจากการวางแผน
  • รายงานสินค้าสำเร็จรูป รับเข้าประจำวัน
  • จ้ดทำสต๊อกสินค้าสำเร็จรูป
  • จัดเตรียมการส่งสินค้า
  • แจ้งฝ่ายตรวจสอบสินค้าก่อนส่งออก
จัดส่ง

  • จัดเตรียมส่งสินค้าตามแผนงาน
  • เตรียมความพร้อมพาหนะในการจัดส่ง
  • จัดเตรียมเอกสารทุกอย่างที่ต้องใช้และให้ลูกค้า
วิศวกร(หรือซ่อมบำรุง)

  • รับแผนการผลิต
  • เตรียมความพร้อมในการดูแลเครื่องจักรให้สามารถทำงานได้ตามแผนงาน
  • จัดเตรียมการเก็บข้อมุลการซ่อม,การหยุดเครื่อง,การใช้เวลาในการซ่อม,การหยุด  เครื่องจักรเพื่อซ่อมประจำเดือนและปี


(อยู่ระหว่างปรับปรุงครับ อาจมีบางส่วนไม่ครบหรือไม่มีความละเอียดพอ)
*** ปัจจุบันการซื้อ -ขายเครื่องจักร ที่ผู้ขายเครื่องจักรมีความต้องการแต่ต้องการขายเครื่องจักรอย่างเดียว มีการนำเสนอ ในการแนะนำสิ่งแรกที่ให้ความจูงใจกับผู้ซื้อคือราคาที่ถูก มีการลดราคาได้มากจากการต่อรองของผู้ซื้อ ผู้ซื้อจะมีความภูมิใจว่าได้ซื้อเครื่องจักรที่มีราคาถูก (ถูกกว่าที่ผู้ซื้ออื่นที่ได้ซื้อไปก่อนหน้า) เป็นการเริ่มต้นที่ให้ผู้ซื้อให้ความสนใจมากที่สุด หรือเพิ่มเติม วิธีการใช้งานเครื่องจักร ,การควบคุมเครื่องจักร แค่เพียงเท่านั้นไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ซื้อ เพราะผู้ซื้อเครื่องจักรอาจจะไม่มีความเข้าใจ ว่าลักษณะงานที่ผู้ซื้อเครื่องจักรมีความต้องการผลิตสินค้าชนิดนั้นๆได้เลือกเครื่องจักร ตรงตามความต้องการหรือไม่ อาจจะเกิดความผิดพลาดซื้อเครื่องจักรที่ไม่สามารถผลิตงานได้ตรงความต้องการ จะเกิดความเสียหายสูงมากเมื่อซื้อเครื่องจักรมาจอด เพราะเครื่องจักรที่ซื้อมาไม่ตรงกับการผลิตสินค้าที่ต้องการผู้ขายเครื่องควรให้คำแนะนำผู้ซื้อว่าลูกค้าต้องการผลิตสินค้าชนิดใด เครื่องจักรที่เหมาะสม คือเครื่องจักรลักษณะอย่างไร ให้คำแนะนำเรื่องการป้องกันปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นกับชนิดงานนั้นๆ การป้องกันงานสูญเสียที่มีผลกับต้นทุนการผลิต และแนะนำขั้นตอนการทำงานที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันผู้ซื้อเครื่องจักร จะคำนึงถึงราคาเครื่องจักรที่มีราคาถูกเป็นลำดับแรก จุดนี้เองเป็นจุดที่ผู้ขายใช้เป็นสิ่งจูงใจลำดับแรกแต่เมื่อซื้อเครื่องจักรแล้วไม่ตรงกับความต้องการผลิตหรือผลิตได้คุณภาพไม่ดี มีการสูญเสียสูง ผู้ขายเครื่องจักรไม่เข้ามาเยี่ยมเยียน ร่วมกันช่วยแก้ไขปัญหาร่วมกันให้กับผู้ซื้อได้รับความพึงพอใจในการใช้งานเครื่องจักรได้ตรงตามความต้องการ ปล่อยให้ผู้ซื้อเครื่องจักรรับปัญหาในการที่ไม่สามารถผลิตสินค้าได้ เรื่องนี้มีความสำคัญที่ผู้ซื้อควรคำนึงถึงเป็นอย่างมาก ( ผู้ขายเครื่องจักรประเภทที่เมื่อมีปัญหาในการผลิตงานก็เพียงให้คำพูดการยืนยันอย่างเดียวว่าเครื่องจักรที่ตนเองขายนั้นดี ที่สุดในโลกโทษแต่คนทำงาน(operator )ไม่ดี ควรให้การพิจารณาเป็นพิเศษ ***
***เครื่องจักรไม่สามารถผลิตงานได้ดีทุกงานต้องเลือกเครื่องจักร ที่เหมาะสม ผู้ขายเครื่องจักรที่ไม่มีประสบการณ์ จะแจ้งว่าเครื่องจักร สามารถผลิตงานได้ แต่ไม่ได้บอกว่าผลิตได้ดีหรือไม่ดี เมื่อผลิตไม่ได้หรือไม่ดีก็จะโทษว่าคนทำงานไม่ดี***ปัจจุบันสินค้ามีการแข่งขันด้านการตลาดแข่งขันกันด้านราคากันมาก ซึ่งด้านราคาผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดหรือเลือกผู้ผลิต ทำให้ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันด้านราคา ในการควบคุมราคาหรือต้นทุนการผลิตให้ต้นทุนต่ำ อยู่ที่การควบคุมคุณภาพให้ได้ดีไม่มีการ REJECT. และที่สำคัญคือการลดการสูญเสีย NC & WASTE จึงต้องเลือกเครื่องจักรที่ถูกต้องเหมาะสมกับงานที่ต้องการผลิตเป็นสิ่งสำคัญ***
**** การเริ่มต้นในการทำงาน พิมพ์กราเวียร์ต้องเข้าใจเรื่องแบบงาน ART WORK  GRAVURE PRINT ของร้านทำแม่พิมพ์และช่างพิมพ์ ว่าต้องทำการแยกสี ,การซ้อนทับกันของสี, การให้เปอร์เซ็นต์สี เพื่อทำการเจาะลงบนแม่พิมพ์ ต้องมีความเข้าใจเรื่อง จำนวนสีของรูปภาพของงานที่จะทำ การไล่เปอร์เซ็นต์สีที่วางทับซ้อนกันอยู่บนแบบงาน ART WORK  การวางเปอร์เซ็นต์สีลงบนแม่พิมพ์ให้เหมาะกับเครื่องพิมพ์นั้นๆ ( ขอเน้นว่าเครื่องพิมพ์ของแต่ละโรงงานจะไม่เหมือนกัน ) เพื่อทำงานออกมาได้สวยงาม ต้องมีการปรับแบบ ART WORK ที่ได้มาจากลูกค้า เพราะแบบเป็นเพียงสิ่งที่ได้มาจากการออกแบบเท่านั้น ไม่ใช่งานที่ผลิตจริง หรือาจจะมีกรณีที่มีงานที่ผลิตจริงออกมาแล้วจากโรงงานอื่น ต้องมีตัวอย่างสิ่งพิมพ์มาเปรียบเทียบการแยกสี การวางเปอร์เซ็นต์สีด้วย สิ่งนี้เป็นส่วนที่สำคัญอันดับแรก เพราะถ้าทำแบบออกมาไม่ดี จะทำให้การพิมพ์ ปรับคุณภาพงานพิมพ์ออกมา สีไม่สวย , สีไม่สดใส ,สีไม่คมชัด ,สีภาพออกมาทึบ บางครั้งภาพที่ออกมาสีแดงเกินไป บางครั้งภาพที่ออกมาสีฟ้าเกินไป บางครั้งภาพที่ออกมาสีเหลืองเกินไป (หรือการพิมพ์ในล๊อตเดียวกันพิมพ์ออกมาหลายเฉดสีมาก ), สีในส่วนปลายที่รูปภาพขาดหายไปไม่มีในส่วนที่เปอร์เซ็นต์สีน้อยๆมาก เช่น ส่วนปลายของขนสุนัข ,ส่วนปลายสุดของรูปแก้มคน ,ส่วนปลายของตัวกุ้ง,ส่วนปลายของเส้นบะหมี่,ส่วนปลายของเมล็ดข้าว,ส่วนปลายของควันกาแฟอาจจะทำความเข้าใจยาก เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้ประสบการณ์มากๆๆๆๆ แม้กระทั่ง ร้านทำแม่พิมพ์อาจจะมีความเข้าใจเรื่องนี้น้อยมาก ส่วนใหญ่จะทำตามแบบ ART WORK (แบบเดียวกับการถ่ายเอกสารสีออกมาไม่มีการปรับแต่งให้เหมาะสม) แล้วงานที่ทำออกมานำไปทำแม่พิมพ์ ใช้พิมพ์แล้วไม่มีความสวยงามก็จะตอบว่าทำตาม ART WORK ทุกอย่างแล้วแต่ทำไมพิมพ์ออกมาไม่สวย จะเกิดคำถามตามมาว่า ทำไมลูกค้าไม่ชอบ ทำไมลูกค้าไม่ยอมรับงานพิมพ์**** สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะสิ่งพิมพ์จะแข่งขันกันเรื่องความสวยงาม***ต้องให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอันดับแรก***ในปัจจุบันนี้ลูกค้าลูกค้ามีฝ่ายออกแบบ เพื่อให้สินค้านั้นสวยงาม ถ้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า จะมีโอกาศได้งานมากที่สุด ในการแข่งขันที่มีการแข่งขันกันสูงมาก สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุดเป็นอันดับแรก****
*** อันดับแรกที่มีความสำคัญที่สุดคือ ต้องทราบก่อนว่า งานที่จะต้องการผลิตคืองานอะไร มีลักษณะอย่างไร ต้องการไปบรรจุสินค้าชนิดใด เป็นของเหลวหรือของแห้ง, ขนาดบรรจุ ,มีความต้องการความสวบงามมากหรือน้อย,ต้องการอายุการใช้งานของสินค้านานเท่าไร  ถ้ายังไม่ทราบไม่ต้องไปหาข้อมูลเครื่องจักรให้เสียเวลา หรือว่าหาข้อมูลไปก็ผิดพลาดเสียเวลาไปเปล่าๆ หรืออาจจะเสียเงิน  เพราะว่าข้อมูลเริ่มต้นว่าจะผลิตงานอะไรก็ยังไม่รู้เลย***ถ้ามีการผิดพลาด ทำการแก้ไขภายหลังเป็นเรื่องยาก***
มีสินค้าที่ต้องการผลิตปรึกษาเราได้ทั้งเรื่อง เครื่องจักร ,คน ,วัตถุดิบ, วิธีการทำงาน, งบลงทุน หรืออ่านบทความให้ครบถ้ายังไม่ชัดเจน
อาจจะมีหลายๆความคิดที่หาสาเหตุที่ว่า ทำไม ? ..การเคลือบงานพิมพ์ การเกาะติดของฟิล์มที่พิมพ์จากเครื่องพิมพ์กราเวียร์ บางครั้งการเกาะติดดีมาก แต่ทำไมบางครั้งการเกาะติดไม่ดี ไม่มีความสม่ำเสมอ เหตุผลนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เป็นสาเหตุเริ่มต้น ที่ทุกๆโรงงาน มีการมองข้ามสาเหตุของปัญหาและชอบบอกว่า “ไม่เกี่ยวข้องกัน”แต่ก็หาคำตอบไม่ได้สักที ( ถ้าไม่เปิดกว้างทางด้านความคิดและรับเรื่องเทคนิคใหม่ๆเข้ามาเพื่อหาสาเหตุ ก็หาคำตอบไม่ได้)
***อ่านบทความก็จะทราบดีว่ามีประสบการณ์จริง เขียนบทความจากประสบการณ์จริง ภาษาที่ใช้เขียนเป็นภาษาที่ใช้ในการสื่อสารในการปฎิบัติงานในโรงงาน ถ้าผู้อ่านไม่ได้มาจากสายปฎิบัติหรือยังไม่มีประสบการณ์ ในการทำงานในสายงานนี้ อาจจะอ่านบทความแล้วไม่ค่อยมีความเข้าใจถึงความหมายของคำที่เขียน ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจบ้างพอสมควร
*** มีความต้องการสอบถามเรื่องเครื่องจักร ชนิดที่ต้องการทำงานทุกขั้นตอนการผลิต สอบถามได้นะครับ เราสามารถแนะนำบริษัท ที่ขายเครื่องจักรให้ได้ ตรงตามความเหมาะสมของสินค้าที่ต้องการผลิต เป็นบริษัทนำเข้าจากประเทศจีน,ไต้หวัน ที่ให้ความสำคัญ ความคิดเห็นของลูกค้า รับฟังความต้องการของลูกค้า และให้คำแนะนำเครื่องจักรที่ตรงกับชนิดสินค้าที่การผลิตสินค้า, มีบริการหลังการขายที่ดี , มีราคาที่เหมาะสม, สเปคเครื่องที่เหมาะสม ไม่มากเกินความจำเป็นหรือน้อยเกินไปทำให้ทำงานดีๆได้ยาก , มีเครื่องจักร หลากหลายสเปคตามแบบงานที่ทำง่ายๆตั้งแต่ แบบงาน OTOP จนถึงงานที่ต้องการทำสเปคสูง จนถึงงานส่งออกต่างประเทศ เปรียบเทียบราคาและประสิทธิภาพ กับเครื่องจักรจาก ประเทศญี่ปุ่นหรือเครื่องยุโรปที่มีราคาที่สูง เครื่องจักรประเภทเดียวกันได้ในราคาที่ถูกกว่า ***
# มีการพบเห็นหลายๆโรงงานที่พบปัญหานี้ โปรดพิจารณาอย่ามองข้ามนะครับ !

เครดิต : http://www.gravurecon.com

Tags : พิมพ์กราเวียร์,เครื่องพิมพ์กราเวียร์,กราเวียร์