ผู้เขียน หัวข้อ: RENOVATE รับตกแต่งออกแบบบ้าน ร้านกาแฟ ภายนอก ทำร้านโชว์ห่วย มีภาพจำลอง3D ติดต่อ  (อ่าน 3 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

กรกฎาคม 12, 2018, 04:03:23 AM
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 50292
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

ให้บริการ - จะมีบางกรณี ถึงจะคิดตามขนาดพื้นที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลเป็นร้านๆไป ชำระก่อนเริ่มงานค่ะ

Renovate, Innovate,  ออกแบบร้านกาแฟ RENOVATE รับตกแต่งออกแบบที่อยู่อาศัย ร้านกาแฟ ภายใน ทำร้านสักคิ้ว มีภาพจำลอง3D ติดต่อ เรามีสำนักงาน 2 สาขาที่กรุงเทพ และหัวหิน
งานออกแบบปรับปรุงห้องชุดพักอาศัย
โครงการ : NOBLE ORA ซ.ทองหล่อ
style : MODERN CLASSIC

พื้นที่ใช้สอย : 70 ตร.ม.
ค่าออกแบบ : 390 บ./ตร.ม.
ขั้นตอนออกแบบเสร็จสิ้น กำลังดำเนินการผลิต


 
ชงกาแฟให้กลมกล่อม
กาแฟอาราบิก้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Coffea arabica L. จัดอยู่ในสกุลเข็ม (RUBIACEAE)
ต้นกาแฟอาราบิก้า เป็นพืชประจำถิ่นของทวีปอัฟริกา บริเวณประเทศเอธิโอเปีย แต่ชาวอาหรับเป็นชาติแรกที่นำกาแฟมาชงดื่ม ก็เลยทำให้ชื่อภาษาละตินของกาแฟใช้คำว่า “อาราบิก้า” (arabica) เป้าหมายถึงชาวอาหรับ โดยต้นกาแฟจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ที่มีความสูงของต้นราวๆ 2-4 เมตร ในปัจจุบันเพาะปลูกกันมากมายในเขตร้อนชื้นและก็กึ่งเย็น
ใบกาแฟอาราบิก้า ใบเป็นใบโดดเดี่ยว ออกเรียงตรงกันข้าม รูปแบบของใบเป็นรูปขอบขนานหรือรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบแหลมน้อย ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-12 ซม. แล้วก็ยาวประมาณ 15-20 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบเป็นเงา บางทีเป็นคลื่น มีหูใบอยู่ระหว่างก้านใบ
ดอกกาแฟอาราบิก้า ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ กลีบดอกไม้เป็นสีขาว ชิดกันเป็นหลอด ดอกมีกลิ่นหอม
ผลกาแฟอาราบิก้า ผลสำเร็จสด รูปแบบของผลเป็นรูปไข่ปนทรงกลม โดยผลอ่อนจะเป็นสีเขียว แม้กระนั้นเมื่อสุกแล้วจะกลายเป็นสีแดงจุดเด่นของกาแฟอาราบิก้า คือ มีกลิ่นหอมหวนรวมทั้งสารกาแฟสูง ทำให้เมื่อดื่มแล้วรู้สึกได้ถึงความคล่องแคล่ว สดชื่น โดยกาแฟประเภทนี้จะมีปริมาณของคาเฟอีนต่ำ เป็นกาแฟที่มีคุณภาพสูง มีความหอมไม่ด้อยกว่าคนใดกัน เพียงแต่ยังไม่มีชื่อเสียงมากเท่าไรนัก เนื่องจากว่าขาดการผลักดันและส่งเสริมแล้วก็การโฆษณาที่ดี ในประเทศไทยมีการปลูกกาแฟประเภทนี้กันมากมายทางภาคเหนือบนภูเขาสูง
กาแฟโรบัสต้า ชื่อสามัญ Robusta coffee
ชื่อวิทยาศาสตร์ Coffea canephora Pierre ex A.Froehner (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Coffea robusta L.Linden)
ต้นกาแฟโรบัสต้า ลำต้นเติบโตมาจากรากแก้ว มีลักษณะเป็นข้อและปล้อง โคนใบจะอยู่ตามข้อของลำต้น เมื่อต้นโตขึ้นใบจะหลุดล่วงไป โคนใบมีตา 2 ชนิดหมายถึงตาบนแล้วก็ตาล่าง ตาบนจะแตกกิ่งออกมาเป็นกิ่งกิ้งก้านที่ 1 ลักษณะเป็นกิ่งนอนขนานกับพื้นดินมีข้อและก็บ้อง แต่ละข้อจะมีกรุ๊ปตาดอกที่จะติดเป็นผลกาแฟต่อไป ส่วนตาล่างจะแตกออกเป็นกิ่งตั้ง กิ่งจะตั้งชันขึ้นไปเหมือนลำต้น และไม่ติดผล แม้กระนั้นสามารถสร้างกิ่งแขนงที่ให้ดอกผลได้ ซึ่งเรียกเป็นกิ่งกิ่งก้านสาขาที่ 1 ด้วยเหมือนกัน และก็กิ่งกิ่งก้านสาขาที่ 1 ยังสามารถแตกกิ่งกิ่งก้านสาขาถัดไปได้อีกเป็นกิ่งกิ่งก้านสาขาที่ 2 และก็กิ่งกิ้งก้านที่ 2 ก็สามารถแตกเป็นกิ่งแขนงที่ 3 ได้อีก โดยกิ่งแขนงกลุ่มนี้จะเกิดในลักษณะเป็นคู่สลับเยื้องกันบนลำต้นหรือกิ่งตั้ง เมื่อมีการตัดลำต้นกาแฟ ตาล่างบนลำต้นจะแตกกิ่งตั้งขึ้นมา กิ่งก็จะแตกเป็นกิ่งกิ้งก้านที่ 1, 2 และ 3 ต่อจากนั้นก็จะมีการสร้างดอกและก็ผลกาแฟต่อไป โดยต้นกาแฟนั้นจะสามารถแพร่พันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเม็ด
ใบกาแฟ ใบเป็นใบเดี่ยว กำเนิดที่ข้อเป็นคู่ตรงข้ามกัน โคนใบและก็หลายใบเรียวแหลม ส่วนขอบของใบหยักเป็นคลื่น ตรงกลางใบกว้าง ผิวใบเรียบนุ่มวาว มีปากใบอยู่ด้านท้องใบ แต่ละใบจะมีปากใบประมาณ 3 ล้านถึง 6 ล้านรู โดยปากใบโรบัสต้าจะมีขนาดเล็กกว่าปากใบของกาแฟอาราบิก้า แม้กระนั้นจะมีมากมายกว่า อายุใบราว 250 วัน ส่วนก้านใบนั้นมีขนาดสั้น
ดอกกาแฟ ธรรมดาแล้วดอกกาแฟจะออกเป็นดอกโดดเดี่ยวสมบูรณ์เพศ มีกลีบดอกไม้ราวๆ 4-9 กลีบ ส่วนกลีบเลี้ยงมี 4-5 ใบ มีเกสร 5 อัน รวมทั้งมีรังไข่ 2 ห้อง ในแต่ละห้องของรังไข่จะมีไข่ 1 ใบ ผลกาแฟก็เลยมีเม็ด 2 เม็ด ดอกจะออกเป็นกรุ๊ปๆบริเวณโคนใบบนข้อของกิ่งแขนงที่1, 2 หรือ 3 กลุ่มดอกแต่ละข้อจะมีดอกราวๆ 2-20 ดอก ดอกจะออกจากกิ่งกิ่งก้านสาขาจากข้อที่อยู่ใกล้กับลำต้นออกไปหาปลายกิ่งกิ้งก้าน โดยทั่วไปแล้วต้นกาแฟจะออกดอกตามข้อของกิ่ง ข้อที่ออกดอกออกผลแล้วในปีหน้าก็จะไม่ออกดอกแล้วก็ให้ผลอีก
ผลกาแฟ ผลมีลักษณะเป็นรูปทรงรี ก้านผลสั้น ผลดิบเป็นสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีส้ม แล้วก็สีแดง ผลกาแฟจะมีเปลือก เนื้อที่มีสีเหลือง (เมื่อสุกมีรสหวาน) แล้วก็กะลาที่หุ้มห่อเม็ด ช่วงระหว่างกะลากับเม็ดจะมีเยื่อบางๆที่ห่อเมล็ดอยู่ ซึ่งเราเรียกว่า “เยื่อหุ้มเมล็ด” ในแต่ละผลจะมี 2 เม็ดแทบกันกันอยู่ ก้านที่ประกบกันจะอยู่ข้างในมีลักษณะแบน มีร่องกึ่งกลางเมล็ด 1 ร่อง ส่วนข้างนอกโค้ง ลักษณะของเมล็ดจะเป็นเมล็ดคนเดียวหรือเม็ดโทน ในบางครั้งถ้าหากการผสมเกสรไม่สมบูรณ์ จะก่อให้ผลติดเมล็ดเพียงแค่เมล็ดเดียว (คิดเป็นราวๆ 5-10%) ซึ่งจะมีลักษณะเป็นรูปกลมรีเมล็ด มีร่องกึ่งกลาง 1 ร่อง เมล็ดชนิดนี้จะเรียกว่า “พีเบอร์ปรี่“
คุณลักษณะเด่นของกาแฟโรบัสต้า โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะนำกาแฟโรบัสต้ามาผลิตเป็นกาแฟสำเร็จรูป หรือเอามาผสมกับกาแฟอาราบิก้าบางส่วน เพื่อผลิตเป็นกาแฟคั่วบดให้มีรสชาติที่แตกต่างออกไป สำหรับกาแฟโรบัสต้านั้นมีคุณลักษณะเด่นในเรื่องของบอดี้ เมื่อดื่มแล้วจะรู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่ม ชุ่มคอ กาแฟจำพวกนี้จะมีจำนวนของคาเฟอีนสูงยิ่งกว่ากาแฟอาราบิก้าเป็น 2 เท่า กาแฟโรบัสต้าในประเทศไทยจะมีการเพาะกันมากทางภาคใต้บนพื้นที่ราบ เช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชแล้วก็จังหวัดชุมพร
Drip : กรรมวิธีนี้เกิดมาราวๆปี ค.ศ. 1905 ในเยอรมันนีซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 1908 ก็ได้มีชื่อเสียงอย่างแพร่หลายของผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ถูกใจชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน
กระบวนการชงกาแฟแบบ Drip : จะทำโดยการใช้น้ำร้อนหรือหยดน้ำร้อนผ่านกาแฟบด แล้วต่อจากนั้นให้ของเหลวผ่านกระดาษกรอกหรือ filter สำหรับที่ใช้ชงกาแฟแบบ drip ลงไปยังภาชนะรองรับ ซึ่งเมื่อผ่าน filter อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการเสียรสไปบ้างแม้กระนั้นไม่มากมาย ซึ่งนับได้ว่าเป็นแนวทางที่ง่ายเหมาะกับทำที่บ้านได้ด้วยตัวเอง สามารถใช้ได้กับการชงกาแฟในปริมาณมากกว่า 1 แก้วได้อย่างสบาย โดยจะมีเครื่องต้มกาแฟ ชื่อ drip maker หรือ coffee machine ที่หาซื้อได้ไม่ยาก
French Press : กรรมวิธีการนี้เกิดขึ้นประมาณปี 1850 โดยดีไซน์เนอร์ชาวอิตาเลียน การชงกาแฟโดยวิธีนี้นั้น ควรจะมีเครื่องชงกาแฟแบบ French press ซึ่งหาซื้อได้อย่างไม่ยากเย็นตามตลาด ทำให้ได้รสของกาแฟที่แท้จริงแต่ไม่ต้องวิตกกังวลกับเศษหรือกากกาแฟที่หลุดลอดออกมานะเนื่องจากนั่น เป็นเสน่ืห์ของวิธีแบบนี้ ซึ่งกาแฟที่ได้จะไม่ clean เท่าแบบ Drip ก็ไม่ต้องสะดุ้ง
แนวทางการชงกาแฟแบบ French Press : ก็ไม่ยุ่งยาก
ขั้นที่ 1 : เราจะต้องมีกาแฟบดก่อนซึ่งจำต้องใช้กาแฟบดที่หยาบคายหน่อยนะเพราะเหตุว่าถ้าเกิดพวกเราบดละเอียดมากเลย ผงกาแฟจะหลุดลอดที่กรองของเครื่องชงได้
ขั้นที่ 2 : เติมผงกาแฟบดลงไปในเครื่องชง ใช้กาแฟราวๆ 7 กรัม
ขั้นที่ 3 : เติมน้ำร้อนลงไปราว 1/3 ของแก้วรอคอยให้กาแฟซึมน้ำซัก 30-40 วินาที ต่อจากนั้นเพิ่มน้ำร้อนเข้าไปกระทั่งเต็ม
ขั้นที่ 4 : เอาฝามาปิด อย่าลืมนะก่อนปิดฝาให้ดึงตะแกรงขึ้นจนสุดก่อน ปิดฝาทิ้งไว้ราวๆ 4 นาที
ขั้นที่ 5 : กดตะแกรงลงมาเพื่อดันเศษกาแฟลงไปข้างล่างต่อจากนั้นก็รินใส่ถ้วยกินได้ทันทีเลย
Espresso : กรรมวิธีนี้เกิดขึ้นราวๆปี คริสต์ศักราช 1901 ในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี หลายๆท่านบางครั้งก็อาจจะคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างมาก รวมทั้งอาจจะมีการเกิดความสับสนราวกับผมในครั้งก่อนว่า มันคือ ชื่อประเภทกาแฟ หรือไม่ก็สูตรกาแฟดำที่ชื่อ เอสเปรสโซ่ ในความเป็นจริงแล้ว Espresso ชื่อนี้เป็นกรรมวิธีชงกาแฟ มาจากภาษาละตินที่มีความหมายว่า ดัน หรือ กด รวมทั้งกาแฟที่ได้จากเครื่องนี้ก็จะเรียกว่า “กาแฟเอสเปรสโซ่” ซึ่งก็จะฯลฯทางของการทำกาแฟสูตรต่างๆเป็นต้นว่า Latte, Mocha, Cappuccino, Macchiato หรือ Espresso con Panna ฯลฯ
Chemex : วิธีการแบบนี้เกิดขึ้นในปี คริสต์ศักราช 1931 ซึ่ง ไม่ค่อยแพร่หลายเท่าไหร่ โดย Chemex คือ กรวยชงกาแฟ โดยลักษณะคล้ายๆกับการ Drip ที่ใช้น้ำร้อนเทใส่ผงกาแฟรวมทั้งผ่านกระดาษกรองลงไป แม้กระนั้นวิธีการนี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ทุกขั้นตอนจะทำด้วยมือตั้งแต่การบดจะไปถึงการเทน้ำร้อนใส่ผงกาแฟ
Cupping : กรรมวิธีการนี้ใช้สำหรับนักชิมกาแฟ หรือ Master Taster โดยก่อนที่ผู้ผลิตกาแฟจะส่งขายไปยังผู้ใช้จะต้องมีการชิมกาแฟก่อน ซึ่งผู้ชิมกาแฟก็จะชงกาแฟด้วยแนวทาง Cuppingเป็นบดกาแฟที่อยากได้ชิมรสชาติ อย่างเช่น กาแฟ 1 ชนิดก็จะคั่ว 3 ระดับเป็น อ่อน กึ่งกลาง และ เข้ม จากนั้นก็เอามาบดแล้วใส่ผงกาแฟลงในถ้วยแก้ว 3 ถ้วยแล้วก็เพิ่มเติมน้ำร้อนลงไป พอเพียงถึงขั้นตอนการลอง เค้าก็จะเอาช้อนปาดหรือตักผงกาแฟที่ลอยอยู่ออกและเริ่มกระทำการลองกาแฟได้เลย
สรรพคุณของกาแฟ

  • จากการศึกษาของภาคเกษตรและเคมีอาหารของสหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการศึกษาจนพบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจะมีโอกาสรอดพ้นจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ถึง 50% เนื่องจากกาแฟมีคาเฟอีนที่มีคุณสมบัติในการยับยั้ง hIAPP และโพลีเปปไทด์ ที่เป็นตัวการก่อให้เกิดโปรตีนผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • การดื่มกาแฟหลังอาหาร สามารถช่วยละลายไขมัน ทำให้ไขมันเกิดการแตกตัว และให้พลังงานทดแทนได้ อีกทั้งกาแฟยังมีประโยชน์ต่อกระเพาะโดยตรง โดยจะช่วยทำให้น้ำย่อยที่กระเพาะและตับอ่อนมีเพิ่มขึ้น จึงทำให้ไขมันถูกเผาผลาญ การดื่มกาแฟจึงมีส่วนในการช่วยลดความอ้วนได้
  • จากการศึกษาของ University of Bari ที่ประเทศอิตาลี พบว่าการดื่มกาแฟวันละ 1-2 แก้ว จะช่วยป้องกันโรคหนังตากระตุกได้ และช่วยลดอัตราการกระตุกให้ช้าลงได้ในผู้ป่วย
ขั้นตอนง่ายๆที่จะเป็นแถวทางสู่บ้านในฝัน
การออกแบบด้วยสถาปนิกนั้นนับเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากในการก่อสร้างบ้าน นักออกแบบที่เก่ง จะช่วยแก้ไขปัญหาการจัดสรรพื้นที่ ช่วยให้บ้านของพวกเรางาม มีสไตล์ แถมยังอยู่สบายสอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้อาศัยในบ้าน แต่แม้ต้องการก่อสร้างบ้านข้างหลังเล็ก ย้ำการอยู่อาศัยอย่างง่าย การออกแบบบ้านด้วยตนเองเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สามารถทำได้ จุดหลักเป็นการสื่อสารกับช่างก่อสร้างให้ได้รู้ถึงความปรารถนาของเราเอง รวมทั้งกระบวนการสื่อสารที่ง่ายที่สุดสำหรับการก่อสร้างบ้าน โน่นคือการวาดแบบแปลนบ้านนั่นเองครับ สำหรับวันนี้ “บ้านไอเดีย” ขอนำหลักการวางแบบบ้านด้วยตัวเองอย่างง่าย โดยจะเน้นไปถึงการจัดสรรพื้นที่ กับวาดแผนผังแบบแปลนด้านในภายด้วยตัวเอง เพื่อนำแบบแปลนดังกล่าวไปให้ผู้รับเหมา หรืออาจส่งต่อให้สถาปนิกวาดแบบแบบแปลนมาตรฐาน เพื่อจะได้นำไปต่อยอดเป็นแปลนบ้านใช้งานจริงกันขอรับ
1. สำรวจที่ดิน : ก่อนจะถึงขั้นตอนการออกแบบบ้าน สิ่งแรกที่สำคัญอย่างมากมายคือการเรียนแปลงที่ดินของพวกเราเองอย่างถี่ถ้วน ที่ดินมีหน้ากว้างกี่เมตร ลึกกี่เมตร ทิศไหนอยู่ด้านไหนบ้าง การสำรวจแนวทางนี้เพื่อจะให้พวกเราได้วางผังบ้านได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับลักษณะของอากาศ ลมรวมทั้งแสงอาทิตย์ ขนาดของที่ดินยังบอกถึงขนาดรวมทั้งรูปทรงของบ้าน ยกตัวอย่างเช่น มีที่ดิน 40 ตร.ม. แต่ต้องการพื้นที่ใช้สอย 200 ตร.ม แน่นอนว่าจะต้องดีไซน์เป็นบ้าน 2 ชั้นเพียงแค่นั้น และก็การออกแบบจะต้องเผื่อขอบเขตระยะร่นโดยชอบด้วยกฎหมายกำหนดไว้ (อ่านกฎหมายระยะร่น)
2. กำหนดสไตล์ : การเลือกสไตล์ของบ้าน เป็นการกำหนดขอบเขต เป้าหมาย เพื่อจินตนาการของสิ่งที่ต้องการมีความแจ่มกระจ่างมากขึ้นเรื่อยๆ คนอ่านบางทีอาจขับรถท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆพักรีสอร์ท ยอดเยี่ยมบ้านสหาย หรือถ้าหากให้สบายหน่อยก็เพียงแค่คลิกเข้าชมเว็บไซต์บ้านไอเดีย แบบอย่างบ้านพวกนี้พวกเราสามารถเอามาประยุกต์ กำหนดกรรมวิธีการวางแบบบ้านในฝันของพวกเราได้ แต่ว่าจำเป็นต้องขอย้ำให้ทราบกันก่อนว่า เราสามารถนำดีไซน์มาประยุกต์ใช้ได้ แต่ว่าไม่สามารถที่จะไปจำลองแบบได้นะครับ ยกเว้นจะได้รับอนุญาตจากเจ้าของบ้านหรือผู้ครอบครองแบบโดยตรง โดยทั่วไปแล้วสไตล์ของบ้านมีค่อนข้างนานาประการ ทั้งไทยประยุกต์ , Vintage , Loft , Minimal , Tropical , หรืออาจเลือกเอกลักษณ์ของบ้านจากต่างชาติ ได้แก่ บ้านสไตล์ทัสคานี ฯลฯ ทั้งสิ้นนี้ไม่มีความจำเป็นต้องมีส่วนประกอบที่เหมือนกัน ไม่มีความจำเป็นต้องเป๊ะ เราบางทีอาจผสมรวมแต่ละสไตล์ เลือกจุดที่ถูกใจเอามาประยุกต์ใช้เพื่อกลายเป็นสไตล์ของเราเองได้เหมือนกันครับ พบเจอที่แห่งไหน ถ่ายรูปเก็บไว้ หรือถ้าถูกใจตัวอย่างแบบบ้านในเว็บบ้านไอเดีย ก็บางครั้งก็อาจจะเซฟลิงค์เก็บไว้ เผื่อตอนใช้งานจริงจะได้ค้นหาข้อมูลเจอ การเลือกสไตล์บ้านที่ดี เว้นแต่ความชื่นชอบส่วนตัวแล้ว สถานที่ก่อสร้างเป็นสิ่งที่จำเป็น ควรวางแบบบ้านให้เหมาะสม คล้ายคลึงหรือดูกับสถานที่ ชุมชนที่พักที่อาศัยด้วยครับ
3. เขียนสิ่งที่มีความต้องการลงไป : ก่อนที่จะมีการวางแบบสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง คือการวิเคราะห์ความจำเป็น ขั้นตอนนี้จำต้องเสวนากันทั้งครอบครัว มีสมาชิกกี่คน อยากได้อะไรบ้าง อยากได้แบบไหน มีเฉียง ระเบียงระเบียง มีกี่ห้องนอน กี่ห้องน้ำ เป็นคนชอบทำครัวไหม ห้องรับแขก ห้องดูทีวี ห้องทำงาน โจทย์เหล่านี้แต่ละบ้านย่อมมีความไม่เหมือนกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่จำเป็นหลักพื้นฐาน ยกตัวอย่างเช่น จำนวนห้องนอน ห้องสุขา ฯลฯ
4. กำหนดขนาด : เมื่อรู้สิ่งที่ต้องการแล้ว กำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอยของแต่ละห้องลงไป ต้องการให้กว้าง ยาว กี่เมตร การกำหนดขนาดแต่ละห้องจะช่วยให้สามารถพินิจพิจารณาหาพื้นที่ใช้สอยรวมเบ็ดเสร็จได้ ผลวิเคราะห์นี้จะมีผลให้การออกแบบบ้านแน่ชัดยิ่งขึ้น และก็ยังช่วยทำให้เรารู้อีกว่า เราควรก่อสร้างบ้านกี่ชั้นถึงจะสมควร ถ้ามีที่ดินอยู่แล้วจึงควรออกแบบให้สอดคล้องกับที่ดิน แต่ว่าถ้าเกิดยังไม่มีที่ดิน การกำหนดขนาดพื้นที่ใช้สอย จะก่อให้พวกเราหาซื้อที่ดินได้ตามขนาดที่อยากได้ การกำหนดขนาดนี้ยังสามารถนำไปอิงกับการประมาณราคาก่อสร้างได้อีกด้วยนะครับ
5. กำหนดตำแหน่ง แนวทาง : การออกแบบแผนผังบ้านที่ดีควรดีไซน์ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อการอาศัยข้างในบ้านเป็นไปอย่างเหมาะควรที่สุด โดยรวมแล้วจะคำนึงถึงแนวทางของแสงอาทิตย์ และก็แนวทางลม โดยแดดจะส่องมากมายในทิศตะวันตก ทิศใต้ ห้องที่อยากได้แสงมากมาย เป็นห้องที่ต้องการกำจัดความชื้น อย่างเช่น สุขา ห้องครัว ห้องชะล้าง ส่วนห้องที่ต้องการแสงสว่างพอเพียงเหมาะ ยกตัวอย่างเช่น ห้องนอน , ห้องนั่งเล่น , ห้องทำงาน , ห้องดูหนัง เนื่องจากแม้แสงสว่างมากเกินไปบางทีอาจซึ่งก็คือความร้อนที่มากขึ้นด้วยเหมือนกันครับ
6. สำหรับแนวทางลม ลมมีสองทิศทางหลัก ทิศเหนือและก็ทิศใต้ขึ้นกับฤดูกาล (ทิศใต้มีลมเข้า 8-9 เดือน ทิศเหนือ 2-3 เดือน) ซึ่งถ้าหากอ้างอิงร่วมกับแนวทางแดด แดดทางด้านทิศใต้จะออกจะแรงเกือบทั้งวัน ส่วนทิศเหนือแดดจะร่มแทบตลอดวัน คนไทยจึงนิยมก่อสร้างบ้านให้เบือนหน้าไปทางทิศเหนือ แต่ว่าก็มีเยอะๆเช่นกันที่เลือกหันไปด้านทิศใต้ เพื่อต้องการรับกระแสลมเกือบจะตลอดทั้งปี ดังนี้ก็ไม่ได้เป็นความจำกัดอะไร เนื่องจากการใช้แรงงานของแต่ละบ้านนั้นต่างกัน บางคนอาจออกแบบเพื่อเน้นย้ำการใช้ข้างบ้าน , ข้างหลังบ้าน ก็ขึ้นอยู่กับการใช้แรงงานจริงด้วยครับ
7. ลองวาด : อุปกรณ์ฐานรากที่สุดที่ใช้สำหรับในการวาดแบบแปลนหมายถึงดินสอ + กระดาษ A4 หรือนักอ่านถนัดใช้วัสดุใดก็สามารถเลือกได้ตามอยาก ทั้งวาดด้วยมือหรือใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยก็สามารถทำเป็นเช่นกันครับ แนวทางวาดแบบแปลน วาดเป็นมุมภาพ 2D โดยให้รำลึกถึงการมองรูปภาพที่นำมาจากบนหลังคาบ้าน ซึ่งบางทีอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับเครื่องหมายฐานรากกันสักหน่อย อาทิเช่น ประตู หน้าต่าง ส่วนห้องอื่นๆสามารถวาดเป็นสี่เหลี่ยมในแบบห้องทั่วไป ทั้งนี้ถ้าผู้อ่านไม่รู้เรื่องสัญลักษณ์ ก็ไม่คือปัญหาใด แค่เพียงวาดแล้วก็เขียนคำอธิบายประกอบร่วมด้วย ให้พอเพียงติดต่อสื่อสารได้ตรงกัน เพียงเท่านี้ก็สามารถนำไปคุยกับช่างรับเหมาได้แล้วนะครับ
 
ข้อควรทราบก่อนการสร้างบ้าน
สถานที่ตั้งบ้าน ความสำคัญของสถานที่ตั้งบ้านนั้นเป็นความสำคัญอันดับแรกที่พวกเราจะต้องคิดก่อนที่จะสร้างบ้าน เหตุเพราะพวกเราจำต้องนึกถึงการเดินทางระหว่าง บ้านไปยัง สถานที่ทำงาน,สถานที่เรียน ,ตลาด,ศุนย์กิจการค้า,สถานีรถไฟฟ้า,ราคาที่ดิน ฯลฯ ในยุคเก่าทำเลที่ตั้งที่ดีเป็นทำเลที่จำต้องอยู่กลางเมืองเนื่องด้วยระบบรถสาธารณะยังไม่ครอบคลุมเสมือนอย่างปัจจุบันนี้ ทำให้ผู้คนต่างก็ไปกระจุกกันอยู่ในเมืองเพียงอย่างเดียว ผิดกับตอนนี้ที่ทำเลที่ดีคือทำเลที่ตั้งที่อยู่ไกล้รถไฟฟ้า, ก่อนที่จะเราจะนึกถึงการผลิตบ้านพวกเราควรต้องมองหาบริเวณที่เราสามาถเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะกลุ่มนี้ได้อย่างสะดวกที่สุด รวมทั้งความปลอดภัยของบริเวณที่อยู่ที่จะต้องไม่ดูเปลี่ยวกระทั่งเหลือเกิน ในเวลากลางคืนอีกด้วย ดังเช่นว่าการซื้อบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านบางทีก็อาจจะรู้สึกอุ่นใจกว่าการผลิตบ้านเดียวที่แต่ละหลังตั้งอยู่ห่างกันเป็นจำนวนมากฯลฯ แล้วก็อย่าคาดหวังกับโครงงานต่างๆที่ยังไม่รู้จักว่าจะเกิดเมื่อไหร่หรือกำเนิดจริงๆหรือเปล่าก็ไม่รู้เรื่องได้แก่ บริเวณนั้นจะมีรถไฟฟ้าสายใหม่ๆผ่าน ทางด่วน หรือ ถนนหนทางผ่าน เนื่องจากพวกเราไม่อาจยืนยันได้ว่ามันจะเกิดเมื่อใด(นอกจากการซื้อเพื่อเก็งกำไร) ควรจะเลือกจากภาวะปัจจุบันนี้ที่เยี่ยมที่สุด จะดีกว่าครับ
จะกลบดินสูงแค่ไหนดีนะ อันนี้เป็นคำถามยอดฮิตก่อนจะมีการสร้างบ้านเลยทีเดียว บางบุคคลบอก 50 ซม บ้างก็ว่า 30 ซึม ก็พอแล้วบางบุคคลบอก 1 เมตรไปเลย แล้วจริงๆมันควรจะถมเท่าใดหละ คำตอบของหัวข้อนี้คือ แล้วแต่ความชอบขอรับไม่มีการกำหนดที่แน่นอนก็แค่มันต้องสูงกว่าระดับถนนหนทางคอนกรีตหรือถนนลาดยางหน้าบ้านเรา ราว 50 ซึม ก็พอเพียง แต่ว่าถ้าเกิดถนนหนทางหน้าบ้านเป็นถนนดินแดงก็ให้เพิ่มความสูงของระดับดินกลบเป็น 1 ม.เพื่อเป็นการรองรับความสูงของถนนหนทางที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากการลาดยางหรือตัดถนนคอนกรีตในอนาคตนั้นเอง อีกสาเหตุนึงคือระดับน้ำท่วมสูงสุดในรอบๆนั้น ถ้าเกิดสามารถหาข้อมูลได้พวกเราก็ควรจะถมที่ดินให้สูงกว่าระดับดังที่กล่าวถึงมาแล้วราวๆ 50 ซม.ขึ้นไป
การกลบดินเพื่อสร้างบ้านเจ้าของบ้านต้องเผื่อการยุบตัวของดินด้วยครับ เป็นเพื่มจำนวนดินถมสูงขึ้นไปอีก 30 % เพื่อเผื่อให้ดินได้เซ็ตตัวหรือยุบ นั้นเอง อาทิเช่น จะถมดินสูง 50 ซม แต่ให้กลบดินไว้ที่ระดับ65 ซมนั้นเอง แล้วก็ควรจะกลบดินไว้ก่อนที่จะมีการสร้างบ้านอย่างน้อย 4-6 เดือนยิ่งทิ้งเอาไว้ผ่านหน้าฝนซักครั้งจะยิ่งทำให้ดินแน่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทำให้ลดปัญหาดินทรุดหลังสร้างบ้านได้อย่างดีเยี่ยม
แนวทางแดดลม กับ การกำหนดตำแหน่งบ้าน คนไม่ใช่น้อยบางทีก็อาจจะมีความคิดว่าไอ้เรื่องเหล่านี้ มันจะสำคัญอะไรมากไม่น้อยเลยทีเดียวนักจะปลูกเรือนที่ไหนมันก็มีลมทั้งหมดล่ะ แล้วก็ที่สำคัญเราก็เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวันอยู่แล้วมองไม่เห็นมีอะไรน่าวิตก ผู้ใดกันแน่กำลังเริ่มจะมีความนึกคิดอย่างนี้มั้งขอรับ ถ้าเกิดมีแนะนำว่าให้อ่านหัวข้อนี้ก่อนและก็หลังจากนั้นจึงค่อยมาคิดอีกครั้งครับผม
ทำไมจำต้องดูทิศทางแดด-ลม ก่อนที่จะมีการวางตำแหน่งบ้าน ก็เพราะเหตุว่าเราอาจไม่ต้องการนอนในห้องนอนที่แสนจะร้อนในตอนกลางคืนหรือจะต้องอับอึดอัดอยู่ในบ้านที่ไม่มีลมระบายเลย เรื่องพวกนี้ออกจะละเอียดอ่อน มีข้อสังเกตุหลายแบบสำหรับในการวางตำแหน่งบ้านเพื่อบ้านข้างหลังเป็นบ้านที่อยู่อย่างสบาย สุขสบาย แล้วก็ใชัพลังงานน้อยลง
ธรรมดาแสงอาทิตย์ของบ้านพวกเราจะวิ่งเป็นแถวทิศตะวันออกแล้วอ้อมโค้งไปทางใต้ก่อนจะตกในทิศตะวันตก จะก่อให้ทิศใต้ไปจนกระทั่งทิศตะวันตกได้รับแสงมากที่สุดของวันคือตั้งแต่หลังเที่ยงตรงไปจนถึงห้าโมงเย็น ด้านนี้จำเป็นต้องเป็นส่วนหลังบ้านและส่วนชะล้างหรือกิจกรรมอื่นที่อยากได้แสงสว่างเป็นจำนวนมากๆส่วนทางทิศตะวันออกจะได้รับแสงอ่อนๆในรุ่งเช้าและก็แสงสว่างจะแรงมากมายเพียงแต่ช่วง 10 นาฬิกายามเช้าจนกระทั่งเที่ยงตรงซึ่งก็แค่เพียง 3 ดู ยิ่งทิศเหนือแล้วยิ่งได้รับแดดน้อยที่สุด 2 ด้านนี้ก็เลยเหมาจะวางตำแหน่งของห้องพักผ่อนที่อยากได้แสงสว่างก่อกวนน้อย ดังเช่น ห้องนอนแล้วก็ห้องรับแขก
เรานิยมวางแนวด้านแคบของตัวบ้านหันไปทางแนวทางรับแดด เพื่อผนังที่รับแดดมีน้อยที่สุด ทำให้ฝาผนังสามาถดูดกลืนความร้อนในปริมาณน้อยแล้วก็ทำให้ภายในบ้านไม่ร้อนกระทั่งเหลือเกินในช่วงกลางคืน เนื่องจากธรรมชาติของฝาผนังปูนนั้นจะดูดความร้อนเมื่อแดดส่องและก็จะถ่ายเทความร้อนออกมาในช่วงเวลากลางคืน ด้วยเหตุนั้นถ้าเกิดผนังบ้านถูกแดดตะวันตกน้อยก็จะมีผลให้ความร้อนที่จะถ่ายออกมาช่วงกลางคืนมีน้อยเหมือนกัน
ส่วนลมนั้นลมประจำฤดูของบ้านเราจะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งจะพัดพาลมเย็นจากจีนมาในตอนหน้าหนาว แล้วก็ จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ที่จะพัดพาความชื้นจากสมุทรมาในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน บ้านที่ดีด้านยาวของบ้านควรต้องหันเข้าหาทิศทางลมเพื่อให้ลมธรรมชาติพัดเข้าตัวบ้านเพื่อระบายความร้อนออกไปให้ได้มากที่สุดแล้วก็ส่งผลให้ออมค่าไฟฟ้าสำหรับแอร์ด้านในภายฯลฯ
 
 
ออกแบบ เพื่อนำเสนอห้าง
โครงการ : ร้านอาหาร / เครื่องดื่ม
style : cottage style

พื้นที่ใช้สอย : 40 ตร.ม.
ค่าออกแบบ : 220 บ./ตร.ม.


รับทำออกแบบ Design & RE-NOVATE BUILD มีจำลอง3D ติดต่อ
สาขากทม. 098 292 4496 หัวหิน 094 982 2636

เครดิต : http://www.alldecorate.com/

Tags : รับตกแต่งร้านกาแฟ,ออกแบบบ้าน,รับออกแบบบ้าน